4) ด้านการประชาสัมพันธ์และการสื่อสาร ได้แก่ ปัญหาการขาดศูนย์กลางการประชาสัมพันธ์และการสื่อสารที่เป็นเอกภาพ ทำให้ประชาชนเกิดความสับสน เกิดกระแสการต่อต้าน และขาดความเชื่อมั่นในแนวนโยบายของรัฐ
นายสมศักดิ์ กล่าวว่า จากข้อเท็จจริงทั้งหมดยิ่งทำให้เห็นถึงความสำคัญในการเตรียมแผนรับมือสถานการณ์โรคอุบัติใหม่และโรคระบาดฉุกเฉินอย่างรวดเร็วรอบคอบ โดยผู้ตรวจการแผ่นดินได้มีข้อเสนอแนะต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อสนับสนุนการปฏิบัติหน้าที่ของบุคลากรทางการแพทย์และบุคลากรสาธารณสุขทุกระดับ ดังนี้
1. ด้านการบริหารจัดการ
- รัฐโดย ศบค. ควรนำปัญหาและอุปสรรคที่เกิดขึ้นจากระบบการบริหารจัดการเตียงของสถานพยาบาลไปถอดบทเรียน และวางแนวทางการบริหารจัดการเตียงและส่งต่อผู้ป่วยอย่างเป็นระบบ รวมทั้งจัดทำระบบ Home Isolation ให้เป็นมาตรฐาน เพื่อแก้ไขปัญหาผู้ป่วยรอเตียง เตรียมรับมือต่อสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 ระลอกใหม่ หรือการแพร่ระบาดของโรคอุบัติใหม่ในอนาคต
- รัฐโดย ศบค. ควรมีการวางยุทธศาสตร์ด้านการจัดหาวัคซีนที่มีคุณภาพและเหมาะสม โดยให้นิยามของบุคลากรสาธารณสุขด่านหน้าครอบคลุมไปถึงผู้ที่ให้บริการสาธารณสุขบางประเภท ซึ่งถึงแม้จะมิได้ปฏิบัติงานในโรงพยาบาลภาครัฐ แต่เป็นผู้ที่มีโอกาสสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วยโดยตรง เช่น เภสัชกรประจำร้านขายยา เป็นต้น
- รัฐโดย ศบค. ควรวางแผนงานเกี่ยวกับการบริหารทรัพยากรมนุษย์ในช่วงที่มีการแพร่ระบาดของโรคระบาดหรือโรคอุบัติใหม่ รวมทั้งควรมีหน่วยงานที่รับผิดชอบในการจัดทำระบบอาสาสมัครหรือจิตอาสาสำหรับช่วยเหลือบุคลากรทางการแพทย์เพื่อให้จิตอาสาเข้ามาอยู่ในระบบและเกิดการขับเคลื่อนได้อย่างเป็นรูปธรรม
- รัฐโดย ศบค. ควรมีมาตรการในการควบคุมและจัดการกับปัญหาแรงงานต่างด้าวที่ลักลอบและหลบหนีเข้าประเทศ โดยมีการบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัดและจริงจัง
2. ด้านกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง
- รัฐโดย ศบค. ควรรวบรวมข้อติดขัดด้านกฎหมาย กฎระเบียบ และขั้นตอนของทางราชการเกี่ยวกับการจัดหาวัคซีนโควิด - 19 รวมถึงวัคซีนอื่น ๆ ที่จะมีการคิดค้นและพัฒนาขึ้นในอนาคต และเร่งดำเนินการแก้ไขปัญหาข้อติดขัดดังกล่าวโดยเร็ว
- รัฐโดย ศบค. ควรศึกษาข้อติดขัดเกี่ยวกับกฎหมายการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ รวมถึงแนวทางปฏิบัติสำหรับการการจัดซื้อจัดจ้างพัสดุในช่วงสถานการณ์ฉุกเฉิน ให้เกิดความคล่องตัว ลดขั้นตอนในการดำเนินการ เพื่อให้สามารถบริหารจัดการอุปกรณ์ทางการแพทย์ พัสดุสำหรับการป้องกัน เพื่อให้ทันต่อสถานการณ์ความรุนแรงของการแพร่ระบาด รวมทั้งควรมีกลไกคุ้มครองบุคลากรทางการแพทย์ และบุคลากรสาธารณสุข เกี่ยวกับการบริหารจัดการวัคซีน หรือยารักษาที่เป็นส่วนเกินหรือหมดอายุ
- กระทรวงการคลังควรเร่งประกาศหลักเกณฑ์การจ่ายเงินช่วยเหลือเบื้องต้นแก่ผู้ให้บริการสาธารณสุขที่ได้รับความเสียหายจากการให้บริการสาธารณสุขตามอัตราใหม่ ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบแล้ว รวมทั้งพิจารณาเกี่ยวกับการกำหนดอัตราค่าตอบแทนเสี่ยงภัยของเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานในการเฝ้าระวัง สอบสวน ป้องกัน ควบคุม และรักษาผู้ป่วยโรคโควิด – 19 ใหม่ เนื่องจากปัจจุบันมีการกำหนดในอัตราไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับตำแหน่งหรือคุณวุฒิ ทั้งที่ในทางปฏิบัติ ผู้ปฏิบัติงานไม่ว่าจะเป็นแพทย์ พยาบาล หรือเภสัชกร ในตำแหน่งใดต่างก็มีความเสี่ยงภัยเช่นเดียวกัน
- รัฐโดย ศบค. ควรศึกษาข้อจำกัดและวางระบบการรักษาพยาบาลผู้ป่วยในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคอุบัติใหม่ เพื่อให้ผู้ป่วยที่ใช้สิทธิการรักษาพยาบาลจากทุกระบบได้รับการรักษาพยาบาลเป็นมาตรฐานเดียวกัน และเพื่อให้บุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขสามารถให้บริการการรักษาพยาบาลผู้ป่วยทุกรายด้วยมาตรฐานเดียวกัน โดยมิต้องคำนึงว่าผู้ป่วยใช้สิทธิการรักษาในระบบใด
3. ด้านงบประมาณ
- รัฐโดย ศบค. ควรศึกษาหาแนวทางความเป็นไปได้ในการจัดตั้งกองทุนกลางสำหรับการรักษาพยาบาลผู้ป่วยในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคอุบัติใหม่ หรือในภาวะฉุกเฉินขึ้น ทั้งนี้ เพื่อให้สถานพยาบาลให้การรักษาผู้ป่วยโดยไม่ต้องคำนึงว่าจะสามารถเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาลจากกองทุนสิทธิการรักษาพยาบาลของผู้ป่วยนั้น ๆ ได้หรือไม่
- รัฐโดย ศบค. ควรมีการจัดสรรงบประมาณและให้การสนับสนุนระบบการรักษาพยาบาลทางไกลบนเครือข่ายสังคมออนไลน์ (Telemedicine On Social Network) ซึ่งระบบดังกล่าวจะช่วยลดงานที่ซ้ำซ้อน ประหยัดเวลา ในการรักษาพยาบาลของบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุข รวมทั้งยังช่วยลดค่าใช้จ่ายในการเดินทางของผู้ป่วยด้วย
- รัฐโดย ศบค. ควรให้ความสำคัญในการจัดสรรงบประมาณเพื่อสนับสนุนงานวิจัยในด้านการแพทย์และการสาธารณสุข เพื่อเตรียมความพร้อมให้ประเทศไทยสามารถพึ่งพาตนเองได้ โดยสามารถผลิตวัคซีน ยา เวชภัณฑ์ที่มิใช่ยา อุปกรณ์ทางการแพทย์ และพัสดุสำหรับการป้องกัน ควบคุมและรักษาโรคที่มีมาตรฐาน โดยมิต้องอาศัยการนำเข้าจากต่างประเทศ
4. ด้านการประชาสัมพันธ์และการสื่อสาร
- รัฐโดย ศบค. ควรจัดตั้งหน่วยหรือคณะกรรมการที่รับผิดชอบงานด้านการประชาสัมพันธ์และการสื่อสารในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดโรคอุบัติใหม่โดยเฉพาะ เพื่อให้มีศูนย์กลางในการประชาสัมพันธ์เผยแพร่ข้อมูลข่าวสารให้กับประชาชน อีกทั้งควรมีมาตรการป้องกัน และแก้ไขปัญหาข่าวปลอมอย่างจริงจัง เพื่อทำให้ประชาชนไม่เกิดความสับสน อนึ่ง ควรเน้นให้สำคัญทั้งการพัฒนาการสื่อสารกับประชาชน การสื่อสารภายในองค์กร และการสื่อสารระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
“การรับมือโควิด – 19 ของประเทศไทยผ่านมาได้ด้วยความร่วมมือ ร่วมแรงร่วมใจ จากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน บุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุข จิตอาสา และประชาชน สิ่งจำเป็นหนึ่ง คือ การสร้างขวัญกำลังใจในการปฏิบัติงานช่วยเหลือประชาชนของบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุข และการพัฒนาระบบการทำงานและสนับสนุนจิตอาสาต่าง ๆ เช่น อาสาสมัคร และพยาบาลอาสา ที่เข้ามาร่วมปฏิบัติงานช่วยเหลือประชาชนในช่วงวิกฤต
ทั้งนี้ ผู้ตรวจการแผ่นดินจะรวบรวมปัญหาและอุปสรรคในการปฏิบัติหน้าที่ของบุคลากรทางการแพทย์และบุคลากรสาธารณสุขเสนอต่อรัฐ ผ่าน ศบค. เพื่อให้มีการดำเนินการแก้ไขปัญหาในเรื่องต่าง ๆ อย่างเป็นรูปธรรมต่อไป” นายสมศักดิ์กล่าว