มายด์ ภัสราวลี เบิกความต่อศาล เมื่อ 28 ต.ค.64 ว่าตนไปร่วมชุมนุมจากโพสต์เชิญชวนของเพจเฟซบุ๊กของกลุ่มธรรมศาสตร์และการชุมนุม และเพจของเยาวชนปลดแอก โดยที่ตนเป็นสมาชิกของอีกกลุ่ม คือ กลุ่มมหานครเพื่อประชาธิปไตยเท่านั้น ตนไม่ได้โพสต์เชิญชวนและไม่ได้เป็นแกนนำแต่อย่างใดโดยการชุมนุมในวันดังกล่าวเป็นการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธตามที่กฎหมายรัฐธรรมมนูญรับรองไว้ โดยเป็นการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ และไม่มีการปราศรัย
จุดประสงค์ที่ต้องการให้นายกรัฐมนตรีลาออก คือ ประยุทธ์ นายกรัฐมนตรี นั้นเข้ามารับตำแหน่งโดยไม่ชอบ ทั้งยังวางอำนาจโดยไม่ชอบ ตั้งแต่การร่างรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน และมีการจับกุมผู้เห็นต่าง ซึ่งเป็นการขัดกับหลักประชาธิปไตย อีกทั้งยังจัดการกับโรคระบาดอย่างไวรัส Covid-19 อย่างไม่ถูกต้อง และไม่เหมาะสม จำเลยผู้เป็นประชาชนจึงเห็นว่าไม่ถูกต้อง และต้องการให้รัฐบาลจัดการอย่างเหมาะสม
ภัสราวลี เบิกความว่าตนเห็นโทรโข่งวางกองอยู่กับพื้น จึงอาสาหยิบโทรโข่งมาเพื่อสื่อสารกับผู้ชุมนุมให้เดินไปพร้อมๆ กันเท่านั้น และเมื่อเดินไปถึงสะพานสะพานชมัยมรุเชฐมีการนำรถเมล์มาจอดขวางทางไว้ ผู้ชุมนุมจึงไม่สามารถเดินไปยังทำเนียบรัฐบาลได้
อีกทั้ง พยานได้เบิกความว่าวันเกิดเหตุมีรถพยาบาลต้องใช้เส้นทาง ผู้ชุมนุมก็ได้หลีกทางให้รถพยาบาลผ่านไปได้ และการชุมนุมทุกครั้งรถพยาบาลสามารถผ่านไปได้โดยผู้ชุมนุมเปิดทางให้ และตนจำได้ว่าวันนั้นไม่มีขบวนเสด็จแต่อย่างใด
มายด์ ภัสราวลี ตอบคำถามค้านพนักงานอัยการว่า หน้าที่ในการจัดการสิทธิในการสัญจรไปมาของประชาชนบนถนนในวันที่มีการชุมนุมนั้น เป็นหน้าที่ของรัฐที่ต้องอำนวยความสะดวกให้เกิดขึ้น ผู้ชุมนุมไม่มีอำนาจอะไรในการจัดการจราจรได้เหมือนเจ้าหน้าที่ เมื่อผู้ชุมนุมใช้เสรีภาพในการชุมนุม เจ้าหน้ารัฐมีหน้าที่ต้องจัดการจราจรเพื่อให้ผู้ชุมนุมและผู้ใช้ทางสัญจรสามารถใช้สิทธิของแต่ละฝ่ายคู่ขนานกันไปได้ ในวันเกิดเหตุมีผู้ชุมนุมจำนวนมากเกินหนึ่งหมื่นคน โทรโข่งที่ใช้เพื่อการสื่อสารน่าจะมีเกิน 10 ตัว แต่ไม่ถึง 100 ตัว และตอบทนายความจำเลยถามติงว่า ภัสราวลีทราบว่าฝ่ายประชาธิปไตยถูกดำเนินคดีในสัดส่วนที่มากกว่าผู้ชุมนุมกลุ่มอื่น และในวันที่ 28 ต.ค.64 มีผู้ชุมนุมกลุ่ม “ทะลุฟ้า” ถูกดำเนินคดีเป็นจำเลยที่ศาลนี้ประมาณ 60 คน เมื่อวาน (27 ต.ค.64) มีฝ่ายประชาธิปไตยถูกดำเนินคดีที่ศาลนี้ประมาณ 20 คน
ข้อมูล / ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน