แนวคิดที่มาของรูปลักษณ์รถไฟฟ้า
เทคโนโลยีอันทันสมัย ทำรถไฟหัวกระสุนล้านช้างมั่นใจถึง ปลอดภัย สะดวกสบาย มาพร้อมศักยภาพการบรรทุกผู้โดยสารขนาดใหญ่ที่มีต้นทุนการดำเนินงานต่ำ และประสิทธิภาพหลักในการทำงานที่สอดคล้องกับข้อกำหนดการดำเนินงานทางรถไฟจีน-ลาวอย่างสมบูรณ์
รถไฟหัวกระสุนล้านช้าง
ดีไซน์จากแรงบันดาลใจความรักชาติ จากเฉดสีธงชาติลาว ได้แก่ สีแดง สีน้ำเงิน และสีขาว ส่วนการออกแบบภายในผสมผสานองค์ประกอบจีนดั้งเดิมและวัฒนธรรมลาว ส่องสะท้อนวิสัยทัศน์การมีชีวิตที่ดียิ่งๆขึ้น ของประชาชนชาวลาวและมิตรภาพระหว่างประชาชนสองประเทศ
แหล่งข่าวเผยว่า ศักยภาพของเจ้ารถไฟหัวกระสุนล้านช้างมีความเร็วสูงสุด 160 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ประกอบด้วย 9 ตู้ ซึ่งครอบคลุมตู้หัวรถจักร ตู้เสบียง ตู้โดยสารชั้นหนึ่ง และตู้โดยสารชั้นสอง (6 ตู้) โดยมีเก้าอี้โดยสารรวมกันทั้งหมด 720 ที่นั่ง
ตู้โดยสารติดเครื่องปรับอากาศอันกว้างขวาง มาพร้อมเก้าอี้ที่นั่งสะดวกสบาย ซึ่งถูกติดตั้งปลั๊กไฟตามมาตรฐานจีนและลาว ตู้เสบียงถูกติดตั้งอุปกรณ์ต่างๆ เพื่อตอบสนองความต้องการอาหารและการพักผ่อนของผู้โดยสาร ส่วนหน้าจอ การประกาศเสียงตามสาย และป้ายบริการ มีทั้งภาษาจีน ภาษาลาว และภาษาอังกฤษ
ขณะที่ตู้โดยสารลำดับที่ 4 ของขบวนรถไฟมีพื้นที่ราบเรียบไร้สิ่งกีดขวางอันจะเป็นอุปสรรคต่อผู้โดยสารที่พิการ โดยมีการติดตั้งเก้าอี้ที่นั่งพิเศษ ราวจับ ห้องน้ำ ปุ่มแจ้งขอความช่วยเหลือฉุกเฉิน และป้ายนำทางภาษาเบรลล์ที่ช่วยอำนวยความสะดวกแก่การเดินทาง
ทั้งนี้ ทางรถไฟจีน-ลาว เป็นโครงการเชื่อมต่อ ระหว่างแผนริเริ่มหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง (BRI) ที่นำเสนอโดยจีน และยุทธศาสตร์ของลาวที่มุ่งมั่นเปลี่ยนแปลงตนเองจากประเทศที่ไม่มีทางออกสู่ทะเลเป็นศูนย์กลางการเชื่อม
จวบจนวันนี้ ในการทำพิธีเปิดรถไฟความเร็วสูงจีน-ลาว หรือ เส้นทางรถไฟล้านช้าง ในวันที่ 2 ธันวาคม 2564 ตรงกับ วันชาติสปป.ลาว นับเป็นวันชาติ ปีที่ 46 เส้นทางเชื่อมต่อเมืองคุนหมิง มณฑลยูนนาน ทางภาคตะวันตกเฉียงใต้ของจีน มาสิ้นสุดที่นครเวียงจันทน์ ใช้เวลา 8 ชั่วโมง รวมระยะทาง 922.5 กิโลเมตร ก่อนจะเปิดเดินขบวนรถอย่างเป็นทางการในวันที่ 3 ธ.ค. 2564 นี้ เฉพาะขนส่งสินค้าเท่านั้น เนื่องจากสถานการณ์โควิด-19 ยังแพร่ระบาดรุนแรงจึงยังไม่ปล่อยใช้งานในประเภทอื่น
เผยงบการลงทุน
รถไฟความเร็วสูงจีน-ลาว เผยงบการลงทุนประมาณ 1.9 แสนกว่าล้านบาท ซึ่งการลงทุนเกือบทั้งหมดเป็นของฝั่งจีน เป็นส่วนหนึ่งของนโยบาย "หนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง" หรือ BRI (Belt and Road Initiative) ของจีน หรือโครงการเส้นทางสายไหม ในการเชื่อมโยงโครงข่ายขนส่งในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กับเอเชียใต้ เอเชียกลาง ไปถึงยุโรป แต่ก่อนจะไปถึงจุดนั้นในอนาคตต้องเชื่อมผ่านไทย ไปถึงสิงคโปร์
หากมามองที่ความพร้อมของประเทศไทยเพิ่งจะอยู่ในขั้นเริ่มต้น คือเรากำลังก่อสร้างรถไฟความเร็วสูง ระยะที่ 1 กรุงเทพฯ-นครราชสีมา และระยะที่ 2 นครราชสีมา-หนองคาย ก่อนเชื่อมต่อเส้นทางข้ามแดนช่วงจ.หนองคาย ในการก่อสร้างสะพานรถไฟข้ามแม่น้ำโขง รองรับการขนส่งเส้นทางประวัติศาสตร์ และเพิ่มโอกาสให้กับไทยในการส่งออกสินค้าไปจีนจากต้นทุนที่ถูกลง รวมถึงอานิสงส์จากการท่องเที่ยว หากการก่อสร้างประสบความสำเร็จ หลังล่าช้ามานาน
ผลกระทบต่อประเทศไทย
หากเชื่อมต่อเส้นทางรถไฟสายนี้ จะได้ประโยชน์อย่างแน่นอน หากเกิดพบเจอเหตุการณ์ในทะเลจีนใต้ จะได้รับผลกระทบมากสุด ดังนั้นจะต้องมีเส้นทางขนส่งที่กระจายความเสี่ยง และจะเป็นแรงกระตุ้นสำคัญว่า ประเทศไทย ถึงเวลาแล้วที่จะต้องลงมือทำในเรื่องนี้อย่างจริงจัง เพื่อเชื่อมเส้นทางรถไฟกับประเทศอื่น สาเหตุมาจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้ค่าระวางขนส่งแพงมากขึ้น และด้านการเดินเรือก็มีการยกเลิกหรือเลื่อนออกไป จนกว่าสถานการณ์โควิดจะทุเทาลงไป
ล่าสุด "รศ.ดร.ปิติ ศรีแสงนาม" ผู้อำนวยการศูนย์อาเซียนศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เผยมุมมองในประเด็นนี้ผ่านสื่อดังรายหนึ่งใจความระบุไว้ว่า
“ประเทศ จีน จะได้ประโยชน์จากการมีเส้นทางสำคัญในการขนส่งสินค้า และลดความเสี่ยงอย่างมาก หากเกิดปัญหาในทะเลจีนใต้ เพราะมีเหตุการณ์สุ่มเสี่ยงจะเกิดการปะทะระหว่างจีนกับไต้หวัน จากการยั่วยุของสหรัฐฯได้”
“หากประเทศไทย เชื่อมทางรถไฟได้ ก็น่าทำให้ไทยมีทางเลือกในการขนส่ง และทำให้รัฐบาลต้องปรับตัว เร่งรัดมากยิ่งขึ้นในการพัฒนาระบบราง สร้างรถไฟทางคู่ไปภาคใต้ ไปภาคอีสาน เป็นช่วงเวลาที่ต้องเร่งรัดให้รวดเร็วมากขึ้น ให้ถูกที่ถูกเวลา ลดผลประโยชน์ส่วนตัวและเห็นประโยชน์แก่ประเทศชาติให้มากขึ้น อาจเป็นเวลาที่เหมาะสมในการปฏิรูปรัฐวิสาหกิจ เช่น การรถไฟ และอาจเป็นเครื่องมือในการก้าวกระโดด หรือแม้รางรถไฟเป็นทางคู่ แต่สามารถทำได้ให้เชื่อมโยงกันระหว่างระบบรางกับรถและถนน ขึ้นอยู่กับว่าจะพยายามเร่งรัดหรือไม่ ทั้งแรงผลักแรงถีบในการตั้งเป้าหมายให้ชัดเจน”
ขอขอบคุณข้อมูล/ภาพจาก : spring news / สำนักข่าวซินหัว ประเทศไทย มา ณ โอกาสนี้