สำหรับวัคซีน ChulaCov19 ในเฟส 2 พบว่า ได้ทำการเปรียบเทียบ 2 กลุ่ม คือ กลุ่มที่ฉีดน้ำเกลือเป็นเข็มแรก และฉีดวัคซีนไฟเซอร์เป็นเข็มที่สอง ส่วนกลุ่มที่ 2 จะได้ฉีดวัคซีน ChulaCov19 ครบ 2 เข็ม โดยจากการฉีดวัคซีน ChulaCov19 พบว่า ปริมาณ antibody เพื่มขึ้น 1 เดือนหลังฉีดวัคซีนเข็มที่ 2 ซึ่งมีภูมิคุ้มกันสูงกว่าฉีดวัคซีนไฟเซอร์ 2 เท่า
ขณะเดียวกัน วัคซีน ChulaCov19 ได้เตรียมความพร้อมในการทดลองระยะที่ 3 ในประเทศไทย ซึ่งจะต้องทำการถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตให้กับบริษัท ไบโอเนท เอเชีย จำกัด ซึ่งคาดว่าจะสามารถผลิตวัคซีน ในระดับอุตสาหกรรม ในไตรมาสแรกของปี 2565 โดยคาดว่าจะคาดขึ้นทะเบียนกับ อย. ได้ในเดือนมีนาคม
อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง >> จุฬาฯ เผยวัคซีน ChulaCov19 ทดลองในคนเฟส 2 ป้องกันสายพันธุ์เดลตาได้ดี
ส่วนการเก็บรักษาวัคซีน ChulaCov19 สามารถเก็บรักษาได้ 3 เดือน ขณะเดียวกัน คณะแพทย์ศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้เสนอของบประมาณจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรีวงเงิน 3,000 ล้านบาท มาใช้ในการพัฒนาวัคซีน ChulaCov19 โดยได้รับการอนุมัติงบประมาณ ในวงเงิน 2.3 พันล้านบาท มาใช้ในการพัฒนาวัคซีน ChulaCov19 ในรุ่นต่อไป
ซึ่งการอนุมัติงบประมาณในครั้งนี้จะทำให้เกิดความคล่องตัวในการพัฒนาวัคซีน ซึ่งหาก อย. อนุมัติจะสามารถทำการทดสอบวัคซีนในระยะที่ 3 ในประประชากร 3,700 คน โดยในเดือนธันวาคม จะหาอาสาสมัครเพื่อทำการฉีดวัคซีนและเชื่อว่าจะสามารถทดลองฉีดวัคซีนได้ในเดือนมกราคม จะประเมินผลความปลอดภัยก่อนที่จะส่งข้อมูลให้กับ อย. ในการพิจารณาการประกาศใช้วัคซีนในภาวะฉุกเฉิน โดยหลังจากนั้น จะทำการเก็บข้อมูลประชากร 30,000 คน เพื่อให้ อย.พิจารณาการใช้ในประชากรกลุ่มใหญ่ต่อไป