ผู้อำนวยการมูลนิธิเพื่อนหญิง บอกอีกว่า จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมีการตั้งคำถามจากสังคมว่า ทำไมคุณแม่ของเด็กถึงไม่ทำการปกป้องลูกของตัวเอง หรือทำไมไม่ต่อสู้กับพฤติกรรมความรุนแรงจากตัวผู้เป็นสามี จริงๆ เรื่องนี้ ต้องมีการตรวจสอบอย่างละเอียดว่า สาเหตุแท้จริงที่คุณแม่ของเด็กไม่ปกป้องลูก มาจากปมในอดีตหรือไม่
เพราะการที่แม่เห็นลูกตัวเองก็สามารถทำให้เจ็บป่วยทางจิตใจอยู่แล้ว แต่อาจจะมีความหวาดกลัว เช่น ก่อนหน้าที่จะมาใช้ชีวิตคู่กับผู้ชายคนนี้ เขาอาจจะเคยมีครอบครัวที่ถูกอดีตสามีกระทำความรุนแรงมาก่อน หรือมีสาเหตุบางอย่างที่ทำให้ตัวของคุณแม่ ไม่กล้าเผชิญหน้ากับเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้น
ฉะนั้น ควรที่จะมีเจ้าหน้าที่เข้าไปตรวจสอบหาสาเหตุเรื่องนี้ด้วย ไม่ควรไปตัดสินก่อนที่จะทราบถึงสาเหตุจริงๆ
นอกจากนี้ มูลนิธิเพื่อนหญิง ยังพบข้อมูลอีกว่า มีผู้หญิงที่มีลักษณะแบบเดียวกันเป็นจำนวนมา ซึ่งเป็นลักษณะที่ผู้หญิง “ขาดทักษะการปกป้องตัวเองและลูก” จึงทำให้เรื่องนี้ขาดหายไปในตัวของผู้หญิงเอง ประกอบกับที่ผ่านมาเคยเจอแต่คู่ชีวิตที่ใช้ความรุนแรงกับตัวเองและลูกมาโดยตลอด
คุณธนวดี บอกอีกว่า ที่ผ่านมา ทางมูลนิธิเพื่อนหญิง เคยเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งกระทรวงศึกษาธิการ และหน่วยงานด้านสหวิชาชีพ ร่วมกันหาข้อมูลและทำฐานระบบให้กับกลุ่มครอบครัวเปราะบางเหล่านี้ เพื่อปกป้องพวกเขาและสามารถทราบความเคลื่อนไหว ซึ่งจะสามารถเข้าไปช่วยเหลือพวกเขาได้ทันที