ตำรวจน้ำ บุกจับ เรือบรรทุกลักลอบขนน้ำมันดีเซล 1.2 ล้านลิตร พร้อม รวบกัปตันกับพวกรวม 9 คน ประสานเจ้าหน้าที่ศุลกากรและเจ้าหน้าที่สรรพสามิต ทำการตรวจสอบ

เกาะติดข่าวสาร >> Nation Online
logoline

15 ตุลาคม 2564 เจ้าหน้าที่กองบังคับการตำรวจน้ำ รับแจ้งจากสายลับว่ามีการลักลอบขนน้ำมันเชื้อเพลิงดีเซลผิดกฎหมายเข้ามาเพื่อจำหน่ายในพื้นที่อ่าวไทยตอนบน จึงนำเรือตรวจการณ์พร้อมกำลังพลออกลาดตระเวน  กระทั่งเมื่อไปถึงบริเวณปากร่องน้ำเจ้าพระยา พบเรือบรรทุกน้ำมันสีดำ กำลังแล่นเข้ามาในร่องน้ำเจ้าพระยา จึงสั่งการให้หยุดและเข้าทำ

จับเรือลักลอบนำเข้าน้ำมันดีเซล 1.2 ล้านลิตร

จากการตรวจสอบ พบนายนิมิตร์ เพชรรัตน์ เป็นกัปตัน,กัปตันเรือ พร้อมลูกเรืออีก 8 คน อยู่บนเรือดังกล่าว ตำรวจจึงเข้าตรวจค้นภายในเรือพบของเหลวใสสีเหลืองคล้ายน้ำมันดีเซลบรรทุกอยู่ในระวางเรือจำนวนหนึ่ง เมื่อตรวจสอบจากทะเบียนเรือ พบว่ามีระวางเรือความจุ 1.2 ล้านลิตร จึงควบคุมเรือเข้ามาและสั่งการให้ทิ้งสมอบริเวณปากคลองสรรพสามิต ต.แหลมฟ้าผ่า อ.พระสมุทรเจดีย์ จ.สมุทรปราการ

จับเรือลักลอบนำเข้าน้ำมันดีเซล 1.2 ล้านลิตร

ต่อมาได้ประสานเจ้าหน้าที่ศุลกากร และเจ้าหน้าที่สรรพสามิต เพื่อร่วมทำการตรวจสอบ โดยตรวจเก็บตัวอย่างของเหลวคล้ายน้ำมันดีเซลที่บรรทุกในระวางเรือเพื่อทำการตรวจสอบหาสารมาร์คเกอร์ ผลการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่าเป็นน้ำมันดีเซล และพบค่าสารมาร์คเกอร์ มีความเข้มข้น 31 ซึ่งสารมาร์คเกอร์ดังกล่าวใช้สำหรับเติมน้ำมันส่งออกไปต่างประเทศ และได้รับการยกเว้นภาษีสรรพสามิต เมื่อนำส่งออกไปแล้วจะไม่สามารถนำกลับเข้ามาในราชอาณาจักรได้อีก

จับเรือลักลอบนำเข้าน้ำมันดีเซล 1.2 ล้านลิตร

หากนำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ผ่านพิธีการทางศุลกากร ถือเป็นการลักลอบนำน้ำมันเชื้อเพลิงเข้ามาในราชอาณาจักร อันเป็นการกระทำผิดตาม

1. พ.ร.บ.ศุลกากร  พ.ศ. 2560 มาตรา 242 ข้อหา ผู้ใดนําเข้ามาในหรือส่งออกไปนอกราชอาณาจักรซึ่งของที่ยังมิได้ผ่านพิธีการ ศุลกากรฯ ต้องระวางโทษจําคุกไม่เกิน สิบปี หรือปรับเป็นเงินสี่เท่าของราคาของซึ่งได้รวมค่าอากรเข้าด้วยแล้ว หรือทั้งจําทั้งปรับ และให้ริบของนั้น ไม่ว่าจะมีผู้ถูกลงโทษตามคําพิพากษาหรือไม่

2. พ.ร.บ.สรรพสามิต พ.ศ.2560 มาตรา 203, 204 ข้อหามีไว้ในครอบครองซึ่งสินค้าที่ไม่เสียภาษี เพื่อจำหน่าย หรือ จำหน่ายโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือปรับตั้งห้าเท่าถึงสิบห้าเท่าของค่าภาษีที่ต้องเสีย หรือทั้งจำทั้งปรับ  

3.สำหรับความผิดตาม พ.ร.บ.ศุลกากร  พ.ศ. 2560 มาตรา 242 ถือเป็นความผิดมูลฐานตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 จะดำเนินการสืบสวนสอบสวนขยายผลหาตัวผู้กระทำผิดต่อไป