กรมราชทัณฑ์ เร่งปูพรมฉีดวัคซีนเข็มแรกแก่ผู้ต้องขังทุกรายในสัปดาห์นี้ พร้อมเตรียมพัฒนางานราชทัณฑ์แบบ Next Normal ปรับกิจกรรมและการบริหารเรือนจำให้สอดรับกับการระบาดของโควิด-19

เกาะติดข่าวสาร >> Nation Online
logoline

8 ตุลาคม 2564 นายอายุตม์ สินธพพันธุ์ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ เปิดเผยถึงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ในเรือนจำและทัณฑสถาน (ข้อมูล ณ วันที่ 7 ตุลาคม 2564 เวลา 16.00 นาฬิกา) พบผู้ติดเชื้อรายใหม่ 72 ราย (พบในเรือนจำสีแดง 24 ราย และในห้องแยกกักโรคผู้ต้องขังรับใหม่ 48 ราย) รักษาหายเพิ่ม 201 ราย เสียชีวิต 1 ราย (จากเรือนจำกลางสมุทรปราการ) ทำให้มีผู้ติดเชื้อที่ยังอยู่ในการดูแลของกรมราชทัณฑ์ 2,529 ราย (กลุ่มสีเขียว 76.9% สีเหลือง 22.3% และสีแดง 0.8%)

นายอายุตม์ กล่าวว่า ในวันนี้ มีเรือนจำที่พ้นจากการระบาดเพิ่ม 1 แห่ง คือ เรือนจำกลางอุบลราชธานี ขณะที่ไม่มีเรือนจำแพร่ระบาดใหม่ ส่งผลให้มีเรือนจำสีแดงลดลงอยู่ที่ 18 แห่ง และเรือนจำสีขาว 124 แห่ง โดยมีผู้ติดเชื้อรักษาหายสะสม 66,446ราย หรือกว่า 93.6% ของผู้ติดเชื้อสะสม 71,011 ราย เสียชีวิตสะสม 158 ราย คิดเป็นอัตรา 0.2% ของผู้ติดเชื้อสะสม

ราชทัณฑ์ เร่งปูพรมฉีดวัคซีนเข็มแรกแก่ผู้ต้องขังทุกรายในสัปดาห์นี้

 

นายอายุตม์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ที่ประชุม ศบค.รท. ในเช้าวันนี้ ได้ติดตามสถานการณ์
การแพร่ระบาด พร้อมทั้งการบริหารจัดการวัคซีนในเรือนจำและทัณฑสถาน โดยได้กำชับให้เร่งรัดการฉีดวัคซีนเข็มแรกที่ได้รับจากรมควบคุมโรคให้แล้วเสร็จภายในสัปดาห์นี้ เพื่อให้สามารถฉีดวัคซีนเข็มที่ 2 ได้อย่างรวดเร็ว รวมถึงผู้ติดเชื้อที่รักษาหายแล้วตามระยะเวลาและมาตรการของสาธารณสุข อันจะช่วยให้การบริหารจัดการเรือนจำสามารถดำเนินการได้อย่างปกติ รวมถึงการผ่อนคลายมาตรการต่างๆ ในระยะต่อไป

โดยปัจจุบัน กรมราชทัณฑ์ได้ฉีดวัคซีนไปแล้วทั้งสิ้น 227,904 โดส เพิ่มขึ้นจากเมื่อวาน 5,964 โดส แบ่งเป็นการฉีดวัคซีนแก่ผู้ต้องขังเข็มที่ 1 จำนวน 167,791 ราย และเข็มที่ 2 จำนวน 60,113 ราย

 

ทั้งนี้ ที่ประชุม ศบค.รท. ยังได้หารือเกี่ยวกับประเด็นการผ่อนคลายมาตรการต่างๆ ของเรือนจำและทัณฑสถาน รวมถึงการดำเนินกิจกรรมและบริหารงานเรือนจำภายใต้สถานการณ์การระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 อาทิ การจัดเวรยามของเจ้าหน้าที่ การจัดการเรียนการสอนและการฝึกอบรมวิชาชีพให้แก่ผู้ต้องขัง รวมถึงการพัฒนาพฤตินิสัยด้านอื่นๆ ที่จะต้องปรับเปลี่ยนให้สอดรับกับสถานการณ์ รวมถึงสภาพสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป เพื่อเป็นแนวทางการดำเนินงานในรูปแบบใหม่ หรือ Next Normal ซึ่งคาดว่าจะได้ข้อสรุปเพื่อดำเนินการในเร็วๆ นี้