รศ.ดร.เสรี กล่าวต่อว่า ทางคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (IPCC) ได้ส่งสัญญาณเตือนสีแดง 3 สัญญาณ ที่ไทยต้องเฝ้าระวัง คือ
1. ในช่วงฤดูมรสุม ประเทศไทยจะมีปริมาณน้ำฝนในประเทศเพิ่มขึ้น 2-3 เท่า ส่งผลให้เกิดอุทกภัยและน้ำท่วมในหลายพื้นที่ ต้องดูว่า พื้นที่ใดบ้างที่เสี่ยงต่อฝนตกหนักและจะแก้ปัญหาอย่างไร
2. ในช่วงหน้าแล้ง อุณหภูมิที่เพิ่มสูงขึ้น ทำให้น้ำที่กักเก็บไว้ระเหยออกหมด ส่งผลให้ไม่มีน้ำในการทำการเกษตร โดยเฉพาะการทำข้าวนาปรัง 6 เดือนในช่วงหน้าแล้งจะทำอย่างไร ต้องเตรียมความพร้อมแก้ปัญหาดังกล่าว
3. ระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้นบริเวณปากอ่าวไทย จะทำให้ กรุงเทพฯ และปริมณฑล จะจมน้ำในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า โดยยังคาดการณ์ว่า อีก 10 ปีข้างหน้า น้ำทะเลจะเพิ่มสูงขึ้นประมาณ 30-40 ซม. อีก 30 ปีข้างหน้า จะสูงประมาณ 50-60 ซม. และอีก 80 ปีข้างหน้า จะสูงขึ้น 1.50 เมตร จึงต้องมีความพร้อมในการป้องกันเช่นเดียวกับประเทศญี่ปุ่น และสิงคโปร์ ที่ได้จัดทำคันกั้นน้ำล้อมประเทศเรียบร้อยแล้ว ขณะนี้ประเทศไทยยังไม่มีนโยบายทางด้านสภาพภูมิอากาศ จึงจำเป็นต้องใช้ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์มาใช้ในการวางแผนการทำงาน
ด้าน ดร.แมน ปุโรทกานนท์ เลขานุการมูลนิธิเพื่อการบริหารจัดการน้ำแบบบูรณาการ (ประเทศไทย) ภาคีเครือข่ายบูรณาการงานภัยพิบัติ สสส. กล่าวว่า ปัจจุบันด้วยสภาพภูมิอากาศแบบสุดขั้ว เป็นตัวบ่งชี้อย่างดีในการพิจารณาว่ามีการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ร้อนจัด หนาวจัด ลมพายุที่รุนแรง ฝนตกหนัก เกินกว่าปกติ ส่งผลให้สภาพอากาศไม่แน่นอน การประเมินภัยพิบัติทำได้ยาก
ดังนั้นการประสานความร่วมมืออย่างเข้มแข็งระหว่างองค์กรภาครัฐขนาดใหญ่ และเครือข่ายด่านหน้าในการจัดการภัยพิบัติระดับชุมชน ต้องบูรณาการประสานการทำงานร่วมกันให้เกิดผลสัมฤทธิ์ที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด นอกจากนี้เครือข่ายชุมชม ต้องมีการประเมินความเสี่ยงในพื้นที่ของตนเอง เช่น เป็นพื้นที่เสี่ยงลุ่มน้ำหรือไม่ น้ำมาจากพื้นที่ใด เป็นต้น
“สิ่งสำคัญในการจัดการภัยพิบัติ คือ ชุมชนและหน่วยงานราชการต้องประสานเป็นหนึ่งเดียวกัน ที่ผ่านมาเครือข่ายชุมชม มีการทำแผนที่ทำมือ เพื่อศึกษาเส้นทางน้ำในพื้นที่ ควบคู่กับการศึกษาแผนที่ราชการ เพื่อสำรวจพื้นที่เสี่ยงเปราะบาง และระบุพิกัดจุดเสี่ยง เมื่อเกิดอุทกภัยจะประสานกับองค์กรปกครองท้องถิ่น และหน่วยราชการ ในการช่วยเหลือชาวบ้านได้อย่างปลอดภัยและทันท่วงที”