เมื่อวันที่ 8 ก.ค.64 ศาลอ่านคำสั่งฎีกา ในคดี ที่เดิมนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี ยื่นฟ้องนายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานนปช. คดีที่ 4176/52 ในความผิดหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา กรณีกล่าวหานายอภิสิทธิ์ประวิงเวลาในการทำความเห็นเสนอต่อสำนักราชเลขาธิการ เพื่อขอพระราชทานอภัยโทษให้แก่นายทักษิณ ชินวัตร ซึ่งศาลฎีกามีคำพิพากษาไปเมื่อปี 60 ให้จำคุกนายจตุพร 12 เดือน โดยไม่รอลงอาญา และศาลให้นับโทษต่อจาก คดี อ.4907/2555 หรือ คดีหมิ่นประมาทอีกคดี ที่หาว่านายอภิสิทธิ์ เป็นฆาตกรมือเปื้อนเลือดฆ่าประชาชน (คดีถึงที่สุดให้จำคุกกระทงละ 6 เดือนรวม 2 กระทง)
การฟังคำสั่งศาลฎีกาเนื่องจากจำเลยมีความเข้าใจว่า ศาลชั้นต้น และศาลอุทธรณ์มีคำสั่งคลาดเคลื่อนต่อหลักกฎหมายเกี่ยวกับการนับโทษต่อ ทำให้จำเลยเสียสิทธิเสรีภาพ ซึ่งหากศาลฎีกา มีคำสั่งว่านายจตุพร จำเลยต้องมารับโทษต่อจริงมีผลเท่ากับว่านายจตุพร ต้องติดคุกต่อตามจำนวนโทษที่ค้าง
ก่อนฟังคำสั่ง นายจตุพร ประธาน นปช. กล่าวก่อนขึ้นห้องพิจารณาคดีว่า เดินทางมาฟังคำสั่งศาลไม่ใช่คำพิพากษา เพราะคำพิพากษาเป็นที่ยุติ และได้ถูกจองจำคุกไปแล้ว โดยศาลได้ออกหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดและสั่งปล่อยตัวเมื่อวันที่ 3 ส.ค.61 ที่ผ่านมานายอภิสิทธิ์ ได้ฟ้องร้องหลายคดีและศาลมีคำสั่งจำคุก 2 คดี
วันนี้จึงต้องการฟังคำพิพากษา จะไม่มีการขอเลื่อน ขอรับฟังเท่านั้น ปัญหาที่เกิดขึ้น ความเสียหาย จากการสั่งของศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ในขณะที่สั่งให้นับโทษต่อ ทั้งที่ไม่มีอำนาจ ที่จะกระทำได้ กระบวนการยุติธรรมนี้จะรับผิดชอบอย่างไร การที่มีคำสั่งปล่อยตัวในขณะที่ตัวเองเป็นนักโทษชั้นดีเรื่องนี้ต้องขอขอบคุณ