“ยืนยันว่า วัคซีนจะทยอยเข้ามาจำนวนมากและเพียงพอ เร่งฉีดให้ครอบคคลุมกับประชาชนทุกกลุ่มได้ ส่วนวัคซีน mRNA หรือไฟเซอร์ ที่ทางรัฐบาลได้จัดซื้อมา 30 ล้านโดสจะทยอยเข้ามาสิ้นเดือนนี้จนถึงสิ้นปี โดยไฟเซอร์นี้จะฉีดให้กับลูกๆหลานๆที่มีอายุ12 ปีขึ้นไป ขอให้ผู้ปกครองพิจารณาและให้น้องๆเหล่านั้นมารับวัคซีน เพื่อให้พวกเขาได้ไปเรียนหนังสือ และเปิดการเรียนการสอนได้ปกติให้เร็วที่สุด กระทรวงสาธารณสุข ยืนยันว่าการฉีดวัคซีนมีผลที่เป็นประโยชน์และคุ้มค่ามากกว่าการที่ไม่ได้รับวัคซีน โดยวัคซีนที่นำมาให้กับประชาชนทุกคน ทุกวัย ทุกปี มีประสิทธิภาพที่สูงในการป้องกันการคุกคามของโรคโควิดได้ ทั้งการติดเชื้อ แพร่เชื้อ การเจ็บป่วยและเสียชีวิต การมารับวัคซีนเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง
เราได้รับความร่วมมือจากประเทศต่างๆ ที่มีความสัมพันธ์อันดี ทั้งสหรัฐฯ อังกฤษ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ที่ได้บริจาควัคซีนจำนวนหนึ่งให้กับไทยมาตลอด ส่วน จีน ได้บริจาควัคซีนที่ผลิตในประเทศของเขามาให้เราด้วยเหมือนกัน นอกจากนี้ยังมียืมวัคซีนจากประเทศสิงคโปร์และภูฏานที่ทำบันทึกข้อตกลงไว้อย่าชัดเจน
อย่างไรก็ตาม กระทรวงสาธารณสุข ยืนยันว่าปีหน้า วัคซีนที่เราจัดหาให้กับประชาชนจะมีเพียงพอแน่นอนและนำมาใช้ฉีดกระตุ้นภูมิไปเรื่อยๆจนกว่าสถานการณ์ทุกอย่างดีขึ้น โรคโควิด-19 ก็จะลดความสามารถในการคุกคามประชาชน ลดความรุนแรง เพราะเรามีวัคซีนและมีมาตรการป้องกันที่ดี ทุกคนก็จะสามารถควบคุมสถานการณ์ได้ แนวโน้มทุกอย่างเป็นไปด้วยดี
"ผมยืนยันว่าคณะแพทย์และบุคลาการทางการแพทย์ทุกคนยังมีความมุ่งมั่นตั้งใจทุ่มเท พร้อมทำงานเต็มที่เพื่อให้ประชาชนทุกคนปลอดภัย รวมถึงวัคซีน ยา เวชภัณฑ์ต่างๆ เรามีความพร้อมเสมอ และหวังว่าความร่วมมือของประชาชนจะทำให้ทุกอย่างคลี่คลายไปในทางที่ดี" นายอนุทิน กล่าว
ขณะที่ทางด้าน นพ.เกียรติภูมิ วงศ์รจิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า นโยบายกระทรวงสาธารณสุขจะต้องดูแลเรื่องสุขภาพและการป้องกันโรคช่วงที่มีการแพร่ระบาดโรคโควิด-19 ที่สร้างปัญหาให้กับประเทศไทย ซึ่งรัฐบาลและกระทรวงสาธารณสุขมีนโยบายให้พวกเรารณรงค์สร้างเสริมภูมิคุ้มกันให้กับประชาชนในวันมหิดล ทางกระทรวงสาธารณสุขได้ร่วมกันทำความดีส่งเสริมป้องกันโรคด้วยการฉีดวัคซันให้กับประชาชน เพื่อให้มีภูมิคุ้มกันโรคในระยะเวลาที่เหมาะสม ซึ่งผลเป็นที่น่าพอใจ ทั้งนี้เมื่อวันที่ 24 ก.ย. ที่ผ่านมา สามารถฉีดวัคซีนได้ทั้งสิ้นทั่วประเทศ 1,300,677 โดส เป็นเข็มที่ 1 จำนวน 841,769 โดส เข็มที่ 2 จำนวน 309,429 โดส และเข็มที่ 3 จำนวน 149,479 โดส โดยฉีดได้มากที่สุดคือกทม. รองลงมาคือชลบุรี อุดรธานี และนครราชสีมาตามลำดับ ตอนนี้ประเทศไทยเดินได้มาถึงครึ่งทางแล้วสำหรับการฉีดวัคซีน โดยการฉีดวัคซีนสะสมทั้งประเทศได้ 50,080,565 โดส ซึ่งเข็มที่หนึ่งฉีดได้แล้ว 44.45 % ของจำนวนประชากร อย่างไรก็ตามยืนยันว่ากระทรวงสาธารณสุขมีศักยภาพในความสามารถฉีดวัคซีน ถ้าเรามีวัคซีนอย่างเพียงพอ ซึ่งเราได้จัดหาวัคซีนถึงสิ้นปีนี้ให้ครอบคลุมประชากรมากกว่า 50 ล้านคน
นอกจากนี้ ทางด้าน นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า สำหรับสถานการณ์ตัวเลขผู้ติดเชื้อวันนี้ (25 ก.ย.2564) มีผู้ติดเชื้อรายใหม่จำนวน 11,975 ราย หายกลับบ้าน14,700 คน ทำให้ยอดผู้ที่รักษาหายแล้วทั้งหมดอยู่ที่ 1,408,602 ราย โดยแนวโน้มผู้ติดเชื้อรายใหม่ลดลงเรื่อยๆ ตอนนี้เรามีผู้ติดเชื้อที่มีอาการหนัก 3,323 ราย และใช้เครื่องช่วยหายใจ 729 ราย ที่ลดลงตามลำดับเมื่อเทียบกับต้นเดือนก.ย. สำหรับผู้เสียชีวิตวันนี้ 127 คน
ซึ่งทางกระทรวงฯจะพยายามลดจำนวนผู้ติดเชื้อและผู้เสียชีวิตให้ได้มากที่สุด ส่วนเรื่องการฉีดวัคซีนที่เราใช้ในตอนนี้ได้ผ่านการรับรองจากองค์การอนามัยโลก และองค์การอาหารและยา มีประสิทธิภาพในการป้องกันการป่วยหนักและการเสียชีวิตที่ดีมาก
หากประชาชนเข้ารับการฉีดวัคซีนได้มากเท่าไหร่ เราจะก็ลดสถานการณ์ความรุนแรงได้มากขึ้น ส่วนแผนการจัดหาวัคซีนในช่วงเดือนมิ.ย.ที่ผ่านมาเรามีวัคซีนมากขึ้น โดยเฉพาะดือนก.ย.และต.ค. จะมีการฉีดวัคซีนที่สูงขึ้นแบบก้าวกระโดด เพราะจะมีวัคซีนซิโนแวคเข้ามาในเดือนต.ค.อีก 6 ล้านโดส แอสตร้าเซนเนก้า 10 ล้านโดส และไฟเซอร์8 ล้านโดส ทำให้ยอดรวมที่รัฐบาลจัดหามี 24 ล้านโดส และวัคซีนทางเลือกซิโนฟาร์มเข้ามาอีก 6 ล้านโดส
“หลังจากที่มีนโยบายปรับการฉีดวัคซีนสูตรไขว้นั้นทำให้ครอบคลุมการฉีดวัคซีนเข็มที่ 2 ได้มากขึ้น ทั้งนี้เดือนธ.ค.เราจะฉีดวัคซีนเข็มที่ 1 ให้กับประชาชนได้ครบ 60 ล้านคน ส่วนวัคซีนเข็มที่ 2 จะได้ 52 ล้านคน หากเราดำเนินการได้ตามเป้าหมายก็จะทำให้สถานการณ์ดีขึ้น และกลับมาชีวิตใกล้เคียงกลับปกติได้มากที่สุด แต่เมื่อเวลาผ่านไปวัคซีนทุกชนิด ภูมิคุ้มกันจะลดลง แม้ว่าจะช่วยป้องกันการเสียชีวิต แต่ประสิทธิภาพการป้องกันการติดเชื้ออาจจะลดลง จึงต้องฉีดกระตุ้นเข็มที่ 3 โดยคนที่ฉีดวัคซีนครบสองเข็มไปแล้ว กระทรวงสาธารณสุขก็จะแจ้งนัดหมายมาฉีดกระตุ้นเพื่อเพิ่มภูมิคุ้มกันและลดโอกาสเสี่ยงการในการติดเชื้อ ขอให้ประชาชนติดตามข้อมูลข่าวสารและให้ความร่วมมือมาฉีดเข็มที่ 3 หากทุกอย่างเป็นไปตามแผนเชื่อว่าประเทศไทยจะเข้าสู่ประเทศที่มีความปลอดภัยจากโควิดอีกประเทศหนึ่ง” นพ.โอภาส กล่าว