ทนายอนันต์ชัย โพสต์เฟซบุ๊ก "ใหญ่จริงนะ แล้วเจอกัน" กรณี ปลัด-อัยการ จ.ประจวบฯ ชิงตัวผู้ต้องหาในขณะการควบคุมตัวของเจ้าหน้าที่ตำรวจ

18 กันยายน 2564 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ทนายอนันต์ชัย ไชยเดช ได้โพสต์เฟซบุ๊ก กรณีเมื่อวันที่ 10 ก.ย.ที่ผ่านมา มีปลัดป้องกันในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และมีชายไทยอ้างเป็นอัยการฯ เข้ามาส่งเสียงดังเอะอะโวยวายต่อว่าเจ้าหน้าที่ว่า ทำบันทึกการจับกุมล่าช้า และได้ชิงตัวผู้ต้องหาหนีไปจากการควบคุมตัวของตำรวจ โดยระบุว่า

การชิงตัวผู้ต้อง มีความผิดอย่างไร ?

      จากกรณีที่มีผู้กล่าวอ้างตัวว่า เป็นปลัด และอัยการ ได้มาชิงตัวผู้ต้องหาไปจากควบคุมของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ที่เป็นข่าวในขณะนี้

       https://www.facebook.com/1606814442970382/posts/2969351730049973/

       ผู้ต้องหา และผู้ชิงตัวผู้ต้องหาไป จะมีความผิดอย่างไรนั้น ได้มีกฎหมายบัญญัติไว้แล้วคือ ประมวลกฎหมายอาญา

       มาตรา 189  ผู้ใดช่วยผู้อื่นซึ่งเป็นผู้กระทำความผิด หรือเป็นผู้ต้องหาว่ากระทำความผิด อันมิใช่ความผิดลหุโทษ เพื่อไม่ให้ต้องโทษ โดยให้พำนักแก่ผู้นั้น โดยซ่อนเร้นหรือโดยช่วยผู้นั้นด้วยประการใดเพื่อไม่ให้ถูกจับกุม ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสี่หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

      มาตรา 190 ผู้ใดหลบหนีไประหว่างที่ถูกคุมขังตามอำนาจของศาล ของพนักงานอัยการ ของพนักงานสอบสวน หรือของเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจสืบสวนคดีอาญา ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

       มาตรา 191 ผู้ใดกระทำด้วยประการใดให้ผู้ที่ถูกคุมขังตามอำนาจของศาล ของพนักงานอัยการ ของพนักงานสอบสวน หรือของเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจสืบสวนคดีอาญา หลุดพ้นจากการคุมขังไป ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

นอกจากนี้ยังมีแนวคำพิพากษาศาลฎีกาไว้ด้วย

       คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4922/2539 จำเลยที่1ขับรถยนต์บรรทุกไม้แปรรูปแล้วถูกนายดาบตำรวจก. กับพวกยึดรถยนต์บรรทุกไม้แปรรูปไม่ยอมให้ขับออกไปจำเลยที่2ได้มาพูดกับนายดาบตำรวจก. กับพวกเป็นทำนองให้ปล่อยรถยนต์บรรทุกไม้แปรรูปและจำเลยที่1เมื่อนายดาบตำรวจก.กับพวกไม่ยอมต่อมาจำเลยที่2ก็พาจำเลยที่1ขึ้นรถยนต์ขับหนีไปแสดงว่าจำเลยที่2รู้แล้วว่าได้มีการกระทำความผิดเกิดขึ้นและมีจำเลยที่1เป็นผู้ต้องหาว่ากระทำความผิดอันมิใช่ความผิดลหุโทษจำเลยที่2จึงต้องมีความผิดฐานช่วยผู้อื่นซึ่งเป็นผู้กระทำความผิดหรือเป็นผู้ต้องหาว่ากระทำความผิดอันมิใช่ความผิดลหุโทษเพื่อไม่ให้ต้องโทษหรือไม่ให้ถูกจับกุมตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา189

       ฎีกา  391/2509 ขณะที่เจ้าพนักงานควบคุมตัวผู้ต้องหามา จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้ใหญ่บ้านที่ผู้ต้องหาเป็นลูกบ้าน    มาพูดรับรองขอเอาตัวผู้ต้องหาไปพูดจากันประเดี๋ยวเดียวแล้วจะส่งคืนอันเป็นการที่จำเลยมีเจตนาจะช่วยเหลือให้ผู้ต้องหาหลบหนีไป และจำเลยได้ช่วยให้ผู้ต้องหาหลบหนีไปทั้งที่เจ้าพนักงานได้ตามไปนั่งคอยรับตัวผู้ต้องหาอยู่ที่หน้าบ้านของจำเลยที่ 2 ดังนี้ ถือว่าจำเลยได้ทำการช่วยเหลือผู้ต้องหาซึ่งอยู่ในระหว่างการควบคุมให้หลุดพ้นไป

ฎีกา 772/2536หลังจากจำเลยใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายถึงแก่ความตายแล้ว จำเลยได้เข้ามอบตัวต่อพันตำรวจโท บ. พันตำรวจโท บ. สอบปากคำจำเลยจำเลยขออนุญาตกลับไปเปลี่ยนเสื้อผ้าที่บ้าน เพราะเสื้อผ้าเปื้อนเลือด พันตำรวจโท บ. ขับรถยนต์ไปส่งจำเลยที่บ้าน เมื่อไปถึงบ้านของจำเลย จำเลยเดินเข้าไปในบ้าน พันตำรวจโท บ. นั่งคอยจำเลยอยู่ที่ห้องรับแขก กับมีเจ้าพนักงานตำรวจอีก 2 คน คอยอยู่นอกบ้านแม้ไม่ปรากฏว่าพันตำรวจโท บ. ทำบันทึกการมอบตัวหรือแจ้งข้อหาแก่จำเลย แต่ก็ถือได้ว่าพันตำรวจโท บ. ได้คุมขังจำเลยไว้เพื่อทำการสืบสวนสอบสวนต่อไปตามอำนาจหน้าที่แล้ว การที่จำเลยไม่กลับมาพบพันตำรวจโท บ. แล้วหลบหนีออกทางประตูหลังบ้านไป ถือได้ว่าจำเลยได้หลบหนีไปจากความควบคุมของพันตำรวจโท บ. เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 190 แล้ว

         อนึ่ง ผู้ชิงตัวผู้ต้องหาที่กล่าวอ้างนั้นถ้าเป็นข้าราชการมีความผิดทางวินัยอาจถึงขั้นร้ายแรงด้วยครับ !

         ดังนั้น ทั้งผู้ต้องหา และผู้ชิงตัวผู้ต้องหา โปรดเข้าใจตามนี้ด้วยครับ และขอให้โชคดีก็แล้วกัน

                          ทนายอนันต์ชัย ไชยเดช

                             (ทนายกระดูกเหล็ก)

 

ทั้งนี้ก่อนหน้าโพสต์ดังกล่าว ทนายอนันต์ชัย ได้โพสต์ข้อความพร้อมภาพ ระบุว่า “ใหญ่จริงนะ อ้างเป็นข้าราชการในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์  ชิงตัวผู้ต้องหาไปต่อหน้าต่อตาเจ้าหน้าที่ฯ ช่างกล้าจริงๆ ถ้าอย่างนั้นก็เจอกันกับผม! แล้วเจอกัน”

ปลัด-อัยการ จ.ประจวบฯชิงตัวผู้ต้องหา ทนายอนันต์ชัย โพสต์"แล้วเจอกัน"