ผู้ติดเชื้อโควิด-19ในสิงคโปร์พุ่งสูงถึง 837 คนแม้มีผู้ได้รับวัคซีนแล้วกว่า 80% แต่ก็ทำให้รัฐบาลตัดสินใจชะลอแผนการเปิดประเทศ

ยอดผู้ติดเชื้อโควิด-19 ของสิงคโปร์ล่าสุดพุ่งสูงถึง 837 คน เป็นจำนวนมากกว่าการติดเชื้อที่เกิดขึ้นในปีที่ผ่านมา นั่นทำให้รัฐบาลต้องกลับมาทบทวนนโยบายผ่อนปรนและเปิดประเทศจนสั่งระงับไว้ชั่วคราว

 

ข้อมูลจากกระทรวงสาธาราณสุขเปิดเผยว่า ในวันอังคารที่ 14 กันยายน 2564 มีผู้ป่วยต้องรักษาตัวในโรงพยาบาลกว่า 809 คน ในจำนวนนี้มีผู้ที่ต้องใช้ออกซิเจน 75 คน และอาการหนักจนต้องได้รับการดูแลใกล้ชิดอีก 9 คน โดยผู้ป่วยอาการหนักส่วนมากเป็นผู้สูงอายุในวัย 66 ปีขึ้นไป

 

อัตราฉีดวัคซีนในสิงคโปร์มีผู้ได้รับวัคซีนครบโดสแล้วกว่า 81% เมื่อตัดกลุ่มเด็กอายุต่ำกว่า 12 ไปจะมีจำนวนกว่า 90% อีกทั้งมีผู้ป่วยหนักในปริมาณค่อนข้างน้อย โดยผู้เสียชีวิตในช่วงเดือนที่ผ่านมามีเพียง 4 ราย และทั้งหมดล้วนเป็นผู้ยังไม่ได้รับการฉีดวัคซีน

 

แต่จำนวนผู้ป่วยอาการหนักยังคงเพิ่มขึ้น ผู้ต้องใช้งานออกซิเจนก็กลายเป็นสองเท่าจากระยะเพียงสองวันเป็น 54 คนในวันอาทิตย์ที่ 12 กันยายน 2564 กลายเป็นความกังวลต่อระบบสาธารณสุข ว่าจะสามารถรองรับทำการรักษาผู้ป่วยเป็นจำนวนมากได้หรือไม่ 

 

ลอเรนซ์ หว่อง รัฐมนตรีกระทรวงว่าการกระทรวงการคลังและคณะกรรมการรับมือโคโรน่าไวรัส กล่าวเมื่ออาทิตย์ที่แล้วว่า ตัวแปรสำคัญในการพิจารณาการเปิดประเทศคือยอดผู้ป่วยอาการหนักในช่วง 2-4 อาทิตย์ข้างหน้า หากตัวเลขการระบาดและจำนวนผู้ป่วยอาการหนักยังคงที่ แผนเปิดประเทศจึงจะกลับมาเดินหน้าอีกครั้ง

 

การระบาดในสิงคโปร์ครั้งนี้ได้รับความสนใจจากนานาประเทศที่สามารถกดตัวเลขผู้ติดเชื้อได้ต่ำตลอดการระบาด หลายประเทศตั้งใจดำเนินรอยตามนโยบายของสิงคโปร์ เช่นออสเตรเลียที่ตั้งใจประกาศสิ้นสุดมาตราการล็อกดาวน์ทั้งหลายในประเทศ หลังจากประชากรได้รับวัคซีนครบโดสเกินกว่า 80%

 

ศาสตราจารย์ เดล ฟิชเชอร์ แห่งโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคติดต่อให้สัมภาษณ์ว่า ผู้ป่วยที่ได้รับวัคซีนจนมีภูมิคุ้มกันในสิงคโปร์มีอาการไม่รุนแรงนัก แต่ไม่ได้หมายความว่าแค่วัคซีนจะช่วยป้องกันอันตรายได้เพียงพอ การป้องกันโรคติดต่อต้องการมากกว่านั้น

 

เขาให้ความเห็นว่าในสิงคโปร์ ประชาชนเริ่มรู้สึกชินชากับจำนวนเคสโควิด-19 ในแต่ละวัน เมื่อการเพิ่มขึ้นของจำนวนผู้ติดเชื้อไม่ส่งผลกระทบต่อโรงพยาบาล จำนวนผู้ป่วยอาการหนัก และผู้เสียชีวิตให้เพิ่มขึ้นมากนัก แต่ไม่ได้หมายความว่าแค่ฉีดวัคซีนเพียงอย่างเดียวจะสามารถขจัดปัญหาไปได้หมด

 

ปัจจุบันสิงคโปร์แม้มีอัตราการฉีดวัคซีนครบโดสสูงมาก แต่ยังมีคนอีกจำนวนมากที่ยังไม่ได้รับการฉีดวัคซีน แม้เทียบเป็นเปอร์เซ็นต์จะดูน้อย แต่ตัวเลขจริงของผู้ไม่ได้รับการฉีดมีมากกว่า 500,000 คน มากพอจะทำให้ระบบสาธารณสุขของประเทศล่มสลายได้เหลือเฟือ

 

ความน่ากังวลส่วนนี้ก็กำลังเกิดขึ้นในออสเตรเลีย ภายหลังการระบาดครั้งใหญ่ในรัฐนิวเซาท์เวลส์ ศูนย์กลางการระบาดของออสเตรเลียแต่มีอัตราฉีดวัคซีนเข็มแรกไปแล้วไม่ต่ำกว่า 80% นั่นทำให้ประเทศต้องรับมือกับผู้ติดเชื้อทวีจำนวนมากแม้มีอัตราการฉีดวัคซีนสูงก็ตาม

 

ในประเทศจีน มลฑลฝูเจี้ยน ถูกสั่งให้ตรวจหาโรคระบาดแก่ผู้อยู่อาศัยทั้งหมดจำนวนกว่า 3.2 ล้านคนในวันที่ 14 กันยายน 2564 ภายหลังตรวจพบการติดเชื้อสายพันธุ์เดลต้าจากผู้ที่บินกลับจากสิงคโปร์ ก่อนแพร่ระบาดเข้าสู่ประชาชนในพื้นที่เป็นจำนวนมากกว่า 100 คน

 

ปัจจุบันสิงคโปร์กำลังพิจารณาการฉีดวัคซีนเข็มสามให้กลุ่มคนอายุน้อยเพื่อเพิ่มภูมิคุ้มกัน และเริ่มฉีดให้กับเด็กเล็กในช่วงต้นปีหน้า ในขณะที่ไม่กี่วันข้างหน้าจะเริ่มการฉีดเข็มสามให้แก่กลุ่มผู้สูงอายุและมีปัญหาด้านสุขภาพ ซึ่งเป็นแนวคิดที่ได้รับการสนับสนุนมากขึ้น หากสามารถช่วยให้ผ่อนคลายมาตราการล็อกดาวน์และกลับมาเปิดประเทศได้อีกครั้ง