ประการที่ 1 การสร้างขีดความสามารถและความพร้อม ที่จะรับมือ ฟื้นตัว และใช้ประโยชน์จากผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลง หรือ จากสถานการณ์ที่ไม่สามารถคาดการณ์ได้ในอนาคต โดยการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ และการพัฒนาสภาพแวดล้อมทางการค้า เช่น โครงสร้างพื้นฐาน กฎระเบียบ หรือ รูปแบบการค้าขาย
ประการที่ 2 การเพิ่มความสำคัญต่อการใช้ศักยภาพที่มีอยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การต่อยอดและใช้ประโยชน์จากสินค้าและบริการที่โดดเด่นและเป็นจุดแข็งของประเทศ รวมถึงการสร้างสินค้าและบริการใหม่ๆ ด้วยการใช้นวัตกรรม และต้องสอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภค
ประการที่ 3 การพัฒนาและขับเคลื่อนเศรษฐกิจการค้าของประเทศให้ครอบคลุม ทั่วถึง และเกิดความยั่งยืน สนับสนุนให้ผู้ประกอบการ ชุมชน และท้องถิ่น สามารถพึ่งพาตนเองและเชื่อมโยงกับตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ประการที่ 4 การสร้างความร่วมมือจากทุกภาคส่วนให้ก้าวไปด้วยกัน ส่งเสริมการบูรณาการการทำงานระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างจริงจัง มีทิศทางการพัฒนาที่ทุกฝ่ายเห็นร่วมกัน ต้องทำงานกันอย่างสอดคล้อง ทั้งส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค ส่วนท้องถิ่น ไปจนถึงผู้ประกอบธุรกิจการค้า และผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ให้มากที่สุด
นายภูสิต กล่าวทิ้งท้ายว่า การจัดงานในวันนี้ นอกจากเป็นการสร้างการรับรู้แก่ผู้เข้าร่วมสัมมนา ยังเป็นการเปิดรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนอีกครั้ง เพื่อให้ผลการศึกษาและสาระของยุทธศาสตร์การค้าของชาติมีความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น และหวังให้ทุกหน่วยงานร่วมช่วยกันผลักดันให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม และร่วมเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศให้เติบโตได้อย่างมั่นคงต่อไป