สบน. เผย หนี้สาธารณะล่าสุด ณ วันที่ 31 ก.ค. 64 เกือบ 9 ล้านล้านบาท คิดเป็น 55.59% ของจีดีพี ใกล้แตะระดับเพดานความยั่งยืนทางการคลังที่กำหนดไว้ไม่เกิน 60% นักวิเคราะห์ เชื่อ ก.ย.นี้ จะเพิ่มขึ้นเป็น 58.88 % คาดปี 65 มีโอกาสเกินเพดาน

13 กันยายน 2564 เว็บไซต์ของสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) เผยแพร่ รายงานสถานะหนี้สาธารณะของประเทศ ณ วันที่ 31 ก.ค. 2564 พบว่า มียอดหนี้จำนวน 8,909,063.78 ล้านบาท คิดเป็น 55.59% ของจีดีพี ใกล้ระดับเพดานความยั่งยืนทางการคลังที่กำหนดไว้ไม่เกิน 60% เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า หนี้สาธารณะของประเทศไทยเพิ่มขึ้นประมาณ 8.3 หมื่นล้านบาท โดยยอดหนี้สาธารณะเดือน มิ.ย. 2564 อยู่ที่ 8,825,097.81 ล้านบาท หรือ 55.20% ของจีดีพี

สบน.เผย หนี้สาธารณะ เฉียด 9 ล้านล้าน คิดเป็น 55.59% ใกล้แตะเพดานวินัยการคลัง

สำหรับหนี้สาธารณะเดือน ก.ค. 2564 ที่เพิ่มสูงขึ้น มาจากการกู้โดยตรงของรัฐบาลเป็นส่วนใหญ่ โดยหนี้ของรัฐบาลเพิ่มขึ้นอยู่ที่ 7,836,723.70 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากเดือน มิ.ย. 64 จำนวน 7,760,488.76 ล้านบาท ในส่วนนี้เป็นหนี้ที่รัฐบาลกู้โดยตรง จำนวน 7,071,423.29 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้า และเป็นการกู้เงินภายใต้ พ.ร.ก. โควิด-19 จำนวน 817,726.05 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้า อยู่ที่ 732,726.05 ล้านบาท และเป็นการกู้เงินเพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณอีกด้วย 

ก่อนหน้านี้ บล.เอเซียพลัส ระบุชัดเจนจากตัวเลขหนี้สาธารณะอิงจากสำนักบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) ว่า หนี้ฯต่อจีดีพี ณ ก.ย. 64 จะเพิ่มเป็น 58.88% ใกล้แตะเพดานที่ 60% เพราะฉะนั้นหากรัฐต้องจัดหาเงินทุนเพิ่ม คาดปี 65 มีโอกาสที่ตัวเลขหนี้จะเกินเพดาน โดยเอเซียพลัสคาดว่าในระยะถัดไปรัฐบาลน่าจะพิจารณามาตรการกระตุ้นชุดใหม่ๆเพิ่มเติม อาทิ ช็อปดีมีคืน เรารักกัน เราชนะ ฯลฯ

 

โดยเอเซียพลัส ประเมินจากแหล่งเงินทุนของรัฐฯ ว่าในอนาคตรัฐฯ อาจจะเผชิญข้อจำกัด คือ งบประมาณจะมีวงเงินสำหรับกระตุ้นเศรษฐกิจราว 7.43 แสนล้านบาท แบ่งเป็น

    1) เงินในปีงบประมาณ 64 จำนวน 1.54 แสนล้านบาท และในปีงบประมาณ 65 จำนวน 5.89 แสนล้านบาท

 

    2) พ.ร.ก.กู้เงิน 5 แสนล้านบาท หลังจากกู้ 1 ล้านล้านเบิกใช้ใกล้ครบแล้ว และข้อจำกัดจากเพดานหนี้สาธารณะ ที่บอกไปก่อนหน้านี้

ขณะที่กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร(KKP) ก็ประเมินว่าระดับหนี้สาธารณะต่อรายได้ของไทย มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นใกล้เพดานวินัยทางการคลังที่ 60% และ คาดว่าจะเกินระดับดังกล่าวในปี 65 เพียงแต่ด้วยระดับอัตราดอกเบี้ยที่ปรับลดลง รัฐบาล ยังมีศักยภาพในการสร้างหนี้เพิ่มขึ้นได้ หากมีความจำเป็น แต่ต้องมีแผนในการปรับลดการขาดดุลในอนาคตเพื่อรักษาวินัยทางการคลัง และ ความเชื่อมั่น และ ต้องมีการจัดลำดับของการใช้จ่ายในปัจจุบันให้สอดคล้องกับความจำเป็นของสถานการณ์

 

ทั้งนี้ สบน. ได้เคยกล่าวว่า กรอบหนี้ 60% นั้น ถือเป็นภาวะปกติ เพียงแต่หากมีเหตุการณ์ หรือสถานการณ์ที่ไม่ปกติไปจากเดิม สามารถเพิ่มหรือเกินกรอบได้ เพราะฉะนั้นเมื่อประเมินจากภาพรวมเศรษฐกิจ และการระบาดของโควิดที่ตัวเลขยังคงเพิ่มขึ้นอยู่นั้น อีกทั้งล่าสุดรัฐบาลอาจจะขยายเวลาการล็อกดาวน์ออกไปอีก ซึ่งหากต้องยืดเวลาออกไปอีก 1-2 เดือน เท่ากับว่ารัฐบาลมีความจำเป็นต้องออกมาตรการเยียวยาเพิ่มขึ้น