หมอประกิต ออกมาเคลื่อนไหวอีกครั้ง กับการพิจารณา “ระบบภาษียาสูบใหม่” ที่จะเตรียมบังคับใช้ในเดือนตุลาคมนี้ ประเทศไทยจะอยู่ในเส้นทาง “สังคมปลอดบุหรี่” หรือ “เม็ดเงินมหาศาล”

12 กันยายน 2564 จากที่กระทรวงการคลัง เสนอโครงสร้างภาษีบุหรี่ใหม่ เตรียมบังคับใช้เดือนตุลาคม นี้ ซึ่งระบบภาษีที่ใช้อยู่ในขณะนี้ เป็นระบบ 2 อัตรา คือ บุหรี่ที่มีราคาขายปลีกต่ำกว่าซองละ 60 บาท เก็บภาษีร้อยละ 20 และบุหรี่ที่มีราคาขายปลีกสูงกว่า 60 บาท เก็บภาษีร้อยละ 40

 

โดยระบบภาษีปัจจุบันมีจุดอ่อนที่เปิดโอกาสให้บริษัทบุหรี่ลดราคาขายปลีกลงมาเท่ากับหรือต่ำกว่าซองละ 60 บาท เพื่อเสียภาษีน้อยลง ทำให้ราคาขายปลีกเฉลี่ยลดลง รัฐบาลเก็บภาษีได้ลดลง ทำให้จากการประเมินผลของของศูนย์ภาษียาสูบ มหาวิทยาลัยชิคาโก ให้คะแนนมาตรการภาษีบุหรี่ของไทยอยู่ที่ 1.75 จาก 5 คะแนนเต็ม ถือว่าไทยสอบตก

 

ล่าสุดวันนี้ (12 ก.ย.64) ศ.นพ.ประกิต วาทีสาธกกิจ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ คณะกรรมการควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบแห่งชาติ และประธานมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ ได้เขียนบทความ “การปรับปรุงภาษีบุหรี่ กับวิธีช่วยเหลื่อชาวไร่ยาสูบ ที่ถูกต้อง”  มีข้อความดังนี้

 

อีกไม่กี่วัน เราก็จะรู้ระบบภาษียาสูบใหม่ ที่กระทรวงการคลังเสนอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาประกาศใช้เดือนตุลาคมนี้

 

กระทรวงการคลังออกข่าวมาอย่างต่อเนื่องว่า ในการพิจารณาระบบภาษีครั้งใหม่นี้ จะคำนึงถึงผลกระทบ 4 ด้าน คือ รายได้ภาษีที่จะได้รับ ผลกระทบต่อสุขภาพ ต่อชาวไร่ยาสูบ และต่อปัญหาบุหรี่หนีภาษี

 

แน่นอน ภาษีที่ออกแบบใหม่ ตามหลักสากลที่ถูกต้องแล้ว จะต้องทำให้เก็บภาษีได้มากขึ้น และคนสูบบุหรี่ลดลง ถ้าผิดจากนี้ ถือว่าระบบภาษีใหม่ล้มเหลว

ข้อที่ว่าต้องคำนึงถึงผลกระทบต่อชาวไร่ยาสูบ ตรงนี้ยังคาดเดาไม่ได้ว่า กระทรวงการคลังเขาคิดจะจัดการอย่างไร

 

ซึ่งผลกระทบต่อชาวไร่ยาสูบ จากการปรับ/ขึ้นภาษี มีความเป็นไปได้ 2 กรณีคือ

 

กรณีที่ 1 ภาษีที่ขึ้นไม่ส่งผลกระทบต่อชาวไร่ยาสูบ หรือส่งผลกระทบน้อย ถ้าเป็นเช่นนี้ ก็ค่อนข้างแน่นอนที่ภาษีใหม่จะไม่ทำให้การสูบบุหรี่ลดลง ไม่ทำให้สุขภาพประชาชนดีขึ้น ทั้งยังไม่แน่นอนว่า ภาษีที่เก็บได้จะไม่ลดลงจากที่เก็บได้ขณะนี้

 

กรณีที่ 2 ภาษีที่ปรับใหม่ทำให้คนสูบบุหรี่ลดลง สุขภาพประชาชนดีขึ้น กระทรวงการคลังเก็บภาษีได้เพิ่มขึ้น กรณีนี้ย่อมจะต้องส่งผลกระทบต่อชาวไร่ยาสูบ จากการขายใบยาสูบได้ลดลง

 

กรณีที่ 2 นี้ รัฐบาลสามารถแก้ปัญหาลดผลกระทบต่อชาวไร่ยาสูบ โดยรัฐบาลจัดสรรเงินจากภาษีที่เก็บได้เพิ่มขึ้นบางส่วน มาชดเชยเยียวยา ชาวไร่ยาสูบในระยะสั้น และสนับสนุนให้ชาวไร่ยาสูบปลูกพืชทดแทนเปลี่ยนอาชีพในระยะกลาง และระยาว

 

ดังที่รัฐบาลฟิลิปปินส์ประสบความสำเร็จอย่างงดงาม ที่จัดการขึ้นภาษีบุหรี่ และแก้ปัญหาชาวไร่ยาสูบด้วยวิธีนี้ จนองค์การอนามัยโลกแนะนำให้ประเทศอื่นทำตาม

 

หวัง และภาวนาว่า กระทรวงกรคลังจะเสนอ และครม.จะเลือกระบบภาษีที่เป็นกรณีที่ 2 ประเทศไทยจะได้อยู่ในเส้นทางที่ไปสู่สังคมปลอดบุหรี่

จับตา ปรับภาษีบุหรี่ เดือน ต.ค. ประโยชน์อยู่ที่ใคร

 

แต่หากเลือกกรณีที่ 1 ก็ต้องถือว่า เป็นเรื่องน่าผิดหวังมาก ดั่งที่ผู้เชี่ยวชาญด้านการควบคุมยาสูบนานาชาติ ตั้งข้อสังเกตกับผมในหลายโอกาสว่า

 

ทำไมรัฐบาลไทย จึงปล่อยให้การแก้ปัญหาชาวไร่ยาสูบ ที่มีจำนวนไม่มากเลย มาเป็นอุปสรรคต่อการแก้ปัญหาสุขภาพของประชาชน 10 ล้านคนที่สูบบุหรี่ ทำให้การสูบบุหรี่ของคนไทยลดลงช้ามาก แม้หน่วยงานที่รณรงค์ลดการสูบบุหรี่จะพยายามมากเพียงไรก็ตาม

 

ผมก็ได้แต่ฟังแล้วสะท้อน และเหนื่อยใจ เพราะได้เสนอให้แก้ปัญหาด้วยวิธีนี้ต่อกระทรวงการคลัง และรัฐบาลมาโดยตลอด

 

ส่วนเรื่องผลกระทบต่อบุหรี่หนีภาษี เป็นเรื่องที่ต้องจัดการโดยตรงที่ระบบควบคุมบุหรี่หนีภาษีให้ดี ไม่ใช่กลัวที่จะใช้ระบบภาษีที่ดี

 

เพราะหากระบบการควบคุมบุหรี่หนีภาษีไม่มีประสิทธิภาพ ไม่ต้องขึ้นภาษี บุหรี่หนีภาษีก็จะมีมากอยู่แล้ว

 

ขอภาวนาอย่าให้การดำเนินนโยบายภาษียาสูบ ออกมาในทำนองที่คำนึงถึงความอยู่ดีของโรงงานยาสูบ (การยาสูบไทย)

 

หรือแก้ปัญหาชาวไร่ยาสูบแบบเอาง่ายเข้าว่า โดยให้ความสำคัญมากกว่าการปกป้องสุขภาพของคนไทย

 

จับตา ปรับภาษีบุหรี่ เดือน ต.ค. ประโยชน์อยู่ที่ใคร