นายเอกภาพ กล่าวด้วยว่า โดยปกติประธานฯ จะต้องวางตัวเป็นกลาง เพราะหากเกิดกรณีที่คะแนนเท่ากัน ประธานมีหน้าที่ชี้ขาด แต่ก็จะต้องชี้ขาดในแนวทางที่เป็นบวกถึงจะถูกต้อง แต่ครั้งนี้กลับไม่ใช่ แถมยังลงคะแนน 2 ครั้ง ซึ่งไม่ชอบมาพากลแน่นอน เพราะตามปกติแล้วไม่ว่าจะลงคะแนนอะไร แม้แต่การประชุมสภา ก็ต้องลงคะแนนได้ครั้งเดียว คือ 1 คน 1 เสียเท่านั้น และหากเป็นการลงคะแนนใบเหลือง-ใบแดง ก็จะต้องยิ่งรอบคอบ เพราะมีผลกระทบต่อตำแหน่งของคนที่เลือกตั้งเข้ามาจากการเลือกของประชาชน แต่การลงคะแนนให้ใบแดงคนเองเป็นคะแนน 4-3 ซึ่งเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ เนื่องจาก กกต.คนหนึ่ง อยู่ต่างประเทศยังไม่กลับมา ดังนั้น การลงมติผ่านซูมครั้งนี้ ต้องถือเป็นโมฆะ ต้องรอ กกต.อีกคนกลับจากเมืองนอกก่อน แล้วค่อยมาประชุมใหม่ แบบเห็นหน้ากัน ด้วยความถูกต้อง เพื่อลงมติใหม่เท่านั้น จึงจะถือว่าเป็นความถูกต้องชอบธรรม
นายเอกภาพ ย้ำว่า ข้อความที่ร้องเพื่อให้ใบแดงตนเอง ถือว่า กกต.ใช้มาตรฐานที่ไม่เป็นกลาง ฟังความข้างเดียว เพราะผมยืนยันว่า ตนเองได้ปราศรัยเรื่องไฟฟ้าดับ เมื่อมี 2555 จริง โดยแค่กล่าวว่า เป็นห่วงว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ ตนเองเชื่อมั่นว่าประชาชนจะเลือกตน แต่ห่วงอย่างเดียว ห่วงว่ากลัวไฟดับ แล้วอาจจะทำให้ตนเองไม่ได้เป็นนายก อบจ. ตามที่ประชาชนต้องการ การปราศรัยก็ยอมรับว่าได้พูดจริง แต่ไม่ได้พูดถึงใคร ไม่ได้เอ่ยชื่อใคร แต่พูดเพื่อปรามเท่านั้นว่า อาจจะมีเหตุเกิดขึ้นได้อีก แต่กลับกลายเป็นว่า ตนเองมีความผิด จากการพูดเรื่องจริง แบบนี้ จึงอยากถามว่าอะไรคือบรรทัดฐานของความถูกต้องกันแน่ โดยหลังจากนี้จะทำหนังสือส่งไปยัง ปปช. ให้ตรวจสอบพฤติกรรม ของ กกต.ที่มีพฤติกรรมการลงมติ ที่ถูกมองว่าฉ้อฉล ว่าเป็นไปด้วยเจตนาที่เหมาะสมหรือไม่ มีอะไรเคลือบแฝง ส่อว่ามีการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือไม่