เนชั่นทีวี

ข่าว

“เอกภาพ” โต้ กกต.ขาดความชอบธรรม ให้ใบแดงฉ้อฉล มีเงื่อนงำ

11 ก.ย. 2564 | pornpan_pet

“เอกภาพ” โต้ กกต.ขาดความชอบธรรม ให้ใบแดงฉ้อฉล มีเงื่อนงำ

“เอกภาพ” นายก อบจ.ร้อยเอ็ด เตรียมยื่นเรื่องถึง ปปช.ตรวจสอบการทำหน้าที่ของ กกต. หลังลงมติให้ใบแดงตนเองพ้นเก้าอี้นายกฯ พร้อมตัดสิทธิ์ 10 ปี ชี้การลงมติมีข้อพิรุธและเงื่อนงำที่ไม่โปร่งใส

11 กันยายน 2564 กรณีการประชุม กกต.วันที่ 8กันยายนที่ผ่านมา ซึ่งมีมติเสียงข้างมาก เห็นควรเสนอศาลอุทธรณ์ภาค พิจารณาสั่งเพิกถอนสิทธิสมัคร และเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง นายเอกภาพ พลซื่อ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด(อบจ.) ร้อยเอ็ด เนื่องจากปราศรัยใส่ร้ายนายมังกร ยนต์ตระกูล ผู้สมัครนายก อบจ. หมายเลข 3 กลุ่มเพื่อไทยร้อยเอ็ด ในทำนองว่า ในการเลือกตั้งนายก อบจ.เมื่อปี 51 ได้ส่งนางรัชนี พลซื่อ ภรรยาลงสมัครแข่งกับนายมังกร เมื่อนับคะแนน ภรรยามีคะแนนนำ แต่ไฟดับ ผลคะแนนก็เปลี่ยนแปลงไป ถือว่าเข้าข่ายเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น 2562 มาตรา 65 (5)

“เอกภาพ” โต้ กกต.ขาดความชอบธรรม ให้ใบแดงฉ้อฉล มีเงื่อนงำ

ล่าสุด นายเอกภาพ พลซื่อ นายก อบจ.ร้อยเอ็ด ได้ออกมากล่าวถึงเรื่องนี้ว่า การให้ใบแดงตนเองนั้น ตามที่มีการให้ข่าวของ กกต.คนหนึ่ง ตนเองจะต้องเดินหน้าคัดค้าน และเรียกร้องขอความเป็นธรรมแน่นอน โดยในวันที่ 13 กันยายนี้ จะส่งตัวแทนลงไปยื่นหนังสือคัดค้านและขอความเป็นธรรม ด้วยการมอบอำนาจให้ตัวแทนไปยื่นขอให้ทบทวนมติ ที่ไม่ชอบมาพากล ไม่ยุติธรรม เป็นผลลบกับตนเองและตำแหน่งที่ได้มาจากประชาชน โดยไม่ได้รับความเป็นธรรม และเป็นเรื่องที่ไม่ใช่บรรทัดฐานที่จะทำได้ เพราะเหตุที่เกิดขึ้นครั้งนี้ เป็นเรื่องของพฤติกรรม ที่ขัดต่อกฎหมายที่ไม่เคยมีมาก่อน ตนเองมีข้อมูลชัดเจนว่าการประชุม ลงมติให้ใบแดงตนเองครั้งนี้ ไม่ใช่การประชุมตามปกติธรรมดา ดังที่เคยปฏิบัติมาในอดีต เพราะเป็นการประชุม ของ กกต.เพียง 6 คน ที่ประชุมกันแบบผ่านระบบซูมทางไกล แล้วก็ลงมติกันให้ใบแดงตนเอง ถือว่าไม่ถูกต้องแน่นอน เพราะตามปกติ จะต้องลงมติ และต้องลงนามในเอกสาร มีการลงลายมือชื่อ เป็นหลักฐานในเอกสารที่จับต้องได้ ตรวจสอบได้ และต้องมีการลงลายมือชื่อเป็นลายลักษณ์อักษรที่ชัดเจน แล้วก็ประกาศในเอกสารให้ชัดเจน ที่มีเลขาทำการบันทึกที่ถูกต้องเป็นไปตามระเบียบปฏิบัติ แต่ครั้งนี้ไม่ใช่ และผลการลงมติก็ต้องมีการบันทึกลายลักษณ์อักษร ที่ชัดเจน มีการลงลายมือชื่อ และประธานก็ต้องวางตัวเป็นกลาง ไม่เข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เช่น การประชุมผ่านระบบซูม ก็มีเพียง 6 คน ซึ่งที่ถูกต้องคือผลคะแนนจะต้องไม่เท่ากัน หากประธานจะวางตัวเป็นกลาง จะเหลือคนลงคะแนนเพียง 5 คน คะแนนจะต้องเป็น 2-3 หรือ 3-2 แต่นี่ปรากฏว่าคะแนนเท่ากัน คือ 3-3 ก็เท่ากับไม่สามารถชี้ขาดได้ แต่ปรากฏว่า กลับมีคะแนนสรุปว่าให้ใบแดงตนเอง ด้วยคะแนน 4-3 เท่ากับว่า มีความไม่ชอบมาพากล ส่อว่า ประธานลงคะแนนแล้ว ลงคะแนนอีก ถึง 2 ครั้ง ถือว่าเป็นความไม่ถูกต้อง

นายเอกภาพ กล่าวด้วยว่า โดยปกติประธานฯ จะต้องวางตัวเป็นกลาง เพราะหากเกิดกรณีที่คะแนนเท่ากัน ประธานมีหน้าที่ชี้ขาด แต่ก็จะต้องชี้ขาดในแนวทางที่เป็นบวกถึงจะถูกต้อง แต่ครั้งนี้กลับไม่ใช่ แถมยังลงคะแนน 2 ครั้ง ซึ่งไม่ชอบมาพากลแน่นอน เพราะตามปกติแล้วไม่ว่าจะลงคะแนนอะไร แม้แต่การประชุมสภา ก็ต้องลงคะแนนได้ครั้งเดียว คือ 1 คน 1 เสียเท่านั้น และหากเป็นการลงคะแนนใบเหลือง-ใบแดง ก็จะต้องยิ่งรอบคอบ เพราะมีผลกระทบต่อตำแหน่งของคนที่เลือกตั้งเข้ามาจากการเลือกของประชาชน แต่การลงคะแนนให้ใบแดงคนเองเป็นคะแนน 4-3 ซึ่งเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ เนื่องจาก กกต.คนหนึ่ง อยู่ต่างประเทศยังไม่กลับมา ดังนั้น การลงมติผ่านซูมครั้งนี้ ต้องถือเป็นโมฆะ ต้องรอ กกต.อีกคนกลับจากเมืองนอกก่อน แล้วค่อยมาประชุมใหม่ แบบเห็นหน้ากัน ด้วยความถูกต้อง เพื่อลงมติใหม่เท่านั้น จึงจะถือว่าเป็นความถูกต้องชอบธรรม

นายเอกภาพ ย้ำว่า ข้อความที่ร้องเพื่อให้ใบแดงตนเอง ถือว่า กกต.ใช้มาตรฐานที่ไม่เป็นกลาง ฟังความข้างเดียว เพราะผมยืนยันว่า ตนเองได้ปราศรัยเรื่องไฟฟ้าดับ เมื่อมี 2555 จริง โดยแค่กล่าวว่า เป็นห่วงว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ ตนเองเชื่อมั่นว่าประชาชนจะเลือกตน แต่ห่วงอย่างเดียว ห่วงว่ากลัวไฟดับ แล้วอาจจะทำให้ตนเองไม่ได้เป็นนายก อบจ. ตามที่ประชาชนต้องการ การปราศรัยก็ยอมรับว่าได้พูดจริง แต่ไม่ได้พูดถึงใคร ไม่ได้เอ่ยชื่อใคร แต่พูดเพื่อปรามเท่านั้นว่า อาจจะมีเหตุเกิดขึ้นได้อีก แต่กลับกลายเป็นว่า ตนเองมีความผิด จากการพูดเรื่องจริง แบบนี้ จึงอยากถามว่าอะไรคือบรรทัดฐานของความถูกต้องกันแน่ โดยหลังจากนี้จะทำหนังสือส่งไปยัง ปปช. ให้ตรวจสอบพฤติกรรม ของ กกต.ที่มีพฤติกรรมการลงมติ ที่ถูกมองว่าฉ้อฉล ว่าเป็นไปด้วยเจตนาที่เหมาะสมหรือไม่ มีอะไรเคลือบแฝง ส่อว่ามีการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือไม่

 

ข่าวล่าสุด