ควันหลงหลังศึกซักฟอก แม้นายกรัฐมนตรี และ 5 รัฐมนตรีจะสอบผ่านเสียงโหวตไว้วางใจเกินกึ่งหนึ่ง แต่จากหนี้ไปจะเกิดการยกเครื่องครั้งใหญ่ และรวมถึงคดีความที่ฝ่ายค้านจะต้องยื่นหลักฐานต่อป.ป.ช. เช่นเดียวกับคดีที่ดินการรถไฟเขากระโดง จ.บุรีรัมย์

คดีที่ดินเขากระโดง ในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม โดยนายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ ส.ส.พรรคเพื่อชาติ หยิบยกเอาประเด็นการรถไฟ ทำหนังสือลงวันที่ 23 มิ.ย. 2564 ถึงกรมที่ดิน ให้เพิกถอนโฉนด 5,083 ไร่เศษ ที่ออกโดยมิชอบตามคำพิพากษาศาลฎีกา ถือว่าหลักฐานที่อภิปรายไม่มีอะไรใหม่ ไปกว่าที่ พ.ต.อ.ทวี สอดสอง ส.ส.พรรคเพื่อชาติ อภิปรายไม่ไว้วางใจนายศักดิ์สยาม เมื่อต้นปี 2564

 

นี่คือเหตุผล ที่ มาดามเดียร์ น.ส.วทันยา วงษ์โอภาสี ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว ชี้แจงถึงการลงมติ "ไว้วางใจ" นายศักดิ์สยาม ที่ถูกอภิปรายเรื่องเขากระโดง ว่า 

 

"กรณีดังกล่าว ยังไม่มีข้อมูลใหม่ และขณะนี้คดีได้อยู่ภายใต้การตรวจสอบของป.ป.ช.เป็นที่เรียบร้อยแล้ว"

คดีที่ มาดามเดียร์ กล่าวไว้ในเฟซบุ๊ก ก็คือ เมื่อวันที่ 19 มี.ค.2564 พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง เลขาธิการพรรคประชาชาติ นายนิคม บุญวิเศษ หัวหน้าพรรคพลังปวงชนไทย และนายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ หัวหน้าพรรคไทยศรีวิไลย์ ยื่นร้องเรียนต่อสํานักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) พร้อมหลักฐานขอให้ ป.ป.ช.ไต่สวนและดำเนินคดี นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม เนื่องจากมีพฤติกรรมเอื้อประโยชน์พวกพ้องและญาติ กรณีเข้าบุกรุกที่ดินรถไฟเขากระโดง อ.เมืองบุรีรัมย์ จ.บุรีรัมย์ บนเนื้อที่กว่า 5,083 ไร่เศษ

 

คำร้อง ระบุว่า "สืบเนื่องจากประธานกรรมการป.ป.ช. (นายปานเทพ กล้าณรงค์ราญ) ได้มีหนังสือที่ ปช.0018//1085 ถึงผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย ลงวันที่ 14 กันยายน 2554 เรื่องให้ดำเนินการกับผู้บุกรุกที่ดินของรัฐ (ตามหนังสือที่ส่งมาด้วย 1) ของโฉนดที่ดินเลขที่ 3466 (นายชัย ชิดชอบ เป็นผู้ขอออกโฉนด) และโฉนดเลขที่ 8564 (นางกรุณา ชิดชอบ) ถือกรรมสิทธิ์ ต.อิสาณ อ.เมืองบุรีรัมย์ จ.บุรีรัมย์ ที่ออกทับที่ดินของการรถไฟแห่งประเทศไทย ซึ่งคณะกรรมการป.ป.ช. ได้ไต่สวนข้อเท็จจริงแล้วมีมติว่า

 

(...การออกโฉนดที่ดินเลขที่ 3466 และ 8564 เป็นการออกโฉนดในที่ดินของการรถไฟแห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นที่สงวนหวงห้ามมิให้ออกโฉนดที่ดิน จึงเป็นการออกโดยมิชอบด้วยกฎหมาย ให้แจ้งกรมที่ดินดำเนินการเพิกถอนโฉนดที่ดินดังกล่าว ตามประมวลกฎหมายที่ดินมาตรา 61 ตามพ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 99) จนถึงปัจจุบันก็ไม่ปรากฏว่ามีการดำเนินการกับผู้บุกรุกที่ดินของการรถไฟแต่ประการใด

ที่ดินเขากระโดงภาคสองให้มันจบที่ ป.ป.ช.

จนในที่สุดเมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2560 ศาลฎีกา ได้มีคำพิพากษายืนตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ฎีกาที่ 842-876/2560 คดีระหว่างราษฎร 35 รายเป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง การรถไฟแห่งประเทศไทยเป็นจำเลยที่ 1 และกรมที่ดินเป็นจำเลยที่ 2 เพื่อขอออกโฉนดที่ดิน ซึ่งศาลฎีกาพิพากษาว่าที่ดินพิพาทในพื้นที่ “เขากระโดง” ตามแผนที่ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินของการรถไฟ พิพากษาให้ขับไล่ รื้อถอน และให้ราษฎรชดใช้ค่าเสียหายให้กับการรถไฟแห่งประเทศไทย

 

นอกจากนี้ยังปรากฏข้อเท็จจริงว่าเมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2561 ศาลฎีกามีคำพิพากษา ที่ 8027/2561 คดีซึ่ง นายศุภวัฒน์ เกษมสุทธิ์ เป็นโจทก์ ยื่นฟ้องการรถไฟเป็นจำเลย เพื่อรังวัดขอออกโฉนดที่ดินที่ซื้อมาจากนายชัย ชิดชอบ ตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ น.ส.3 ข เลขที่ 200 อ.เมือง จ.บุรีรัมย์ เนื้อที่ 24 ไร่ 4 ตารางวา ซึ่งการรถไฟ ทำหนังสือคัดค้านและต่อสู้คดีอ้างว่าที่ดินที่ขอออกโฉนดเป็นที่ดินของการรถไฟทั้งแปลง ซึ่งศาลฎีกามีคำพิพากษาว่าเป็นที่ดินของการรถไฟเช่นเดียวกับ

 

สำหรับ นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ เข้ารับตำแหน่งเมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2562 กำกับดูแลการรถไฟแห่งประเทศไทย ไม่ได้มีการปฏิบัติสั่งการให้ผู้ว่าการรถไฟดำเนินการฟ้อง รื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง บังคับคดีขับไล่ผู้บุกรุกครอบครองที่ดินอันเป็นที่สงวนหวงห้ามดังที่เคยฟ้องร้องก่อนที่นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ เข้ารับตำแหน่งแต่อย่างใด

 

เมื่อมีคำพิพากษาของศาลฎีกา ถึงที่สุด และมติคณะกรรมการป.ป.ช. ที่ได้เคยชี้มูลจนเสร็จสิ้นยุติเป็นที่ประจักษ์ชัดแล้วว่าที่ดินเป็นของการรถไฟ การที่นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีกระทรวงคมนาคม สนามกีฬาช้างอารีน่า บริษัท ศิลาชัย บุรีรัมย์ฯ นายศุภวัฒน์ เกษมสุทธิ์ และพวกพ้องได้บุกรุกครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินในพื้นที่ของการรถไฟโดยผิดกฎหมาย

 

นายศักดิ์สยาม ขณะวันที่มีการตอบชี้แจงการอภิปรายไม่ไว้วางใจของส.ส. ย่อมเป็นที่ประจักษ์ชัดแจ้งว่า นายศักดิ์สยาม ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้รู้ข้อเท็จจริงการกระทำความผิดของตนเองและเครือญาติโดยสมบูรณ์แล้ว

 

ดังนั้น จึงถือว่านายศักดิ์สยาม จงใจบริหารราชการแผ่นดินโดยประเทศชาติและประชาชน ไม่รักษาผลประโยชน์ของรัฐ มีผลประโยชน์ทับซ้อน ทุจริตต่อหน้าที่ และปล่อยปละละเลย สมคบกันเพื่อปิดบังการทุจริต ไม่ยึดถือและปฏิบัติตามหลักการบริหารบ้านเมืองที่ดี ฝ่าฝืนและไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง โดยเฉพาะ “ต้องถือผลประโยชน์ของประเทศชาติเหนือกว่าประโยชน์ส่วนตน และ ต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ไม่แสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบ เพื่อตนเองและผู้อื่น” และกระทำผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ

 

นอกจากนี้ ในข้อเท็จจริงดังกล่าว พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย กำกับดูแลกรมที่ดิน ตั้งแต่ปี 2557 รวมดำรงตำแหน่งกว่า 6 ปีเศษ ย่อมเป็นที่ประจักษ์ชัดแจ้งว่า พล.อ.อนุพงษ์ น่าจะรู้ปัญหาและทราบคำพิพากษาของศาลฎีกาดังกล่าวแล้ว เนื่องจากในคดีที่ศาลฎีกาคําพิพากษาให้ที่ดิน (เขากระโดง) ตกเป็นการรถไฟฯ และศาลได้แจ้งผลคําพิพากษาตามประมวลกฎหมายที่ดินดังกล่าวแล้ว

 

แต่พล.อ.อนุพงษ์ กลับละเลย เพิกเฉย ละเว้นปฏิบัติหน้าที่ ไม่ดำเนินการสั่งการให้กรมที่ดิน ดำเนินการเพิกถอนโฉนดที่ดินที่ศาลมีคําพิพากษา

 

ตลอดรวมทั้งโฉนดที่ดินเลขที่ 3466 และ 8564 ต.อิสาณ อ.เมืองบุรีรัมย์ จ.บุรีรัมย์ ซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของบริษัท ศิลาชัย บุรีรัมย์ นางกรุณา ชิดชอบ และบุคคลที่บุกรุกที่ดินของการรถไฟ ซึ่งเป็นสาธารณะสมบัติของแผ่นดินในพื้นที่ทั้งหมด จึงเป็นการละเว้นปฏิบัติหน้าที่ และการไม่บังคับใช้กฎหมาย เป็นการฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญปี 2560 มาตรา 53 

 

ดังนั้น จากข้อเท็จจริงดังกล่าว พล.อ.อนุพงษ์ ต้องดำเนินการให้กรมที่ดินเพิกถอนคำสั่งต่างๆ ของกรมที่ดิน ที่ออกไม่ชอบด้วยกฎหมาย และเพิกถอนโฉนดที่ดินที่ออกโดยมิชอบด้วยกฎหมาย ตามคําพิพากษาศาลฎีกา

 

แต่เมื่อวันที่ 7 มิ.ย.2561 พล.อ.อนุพงษ์ ซึ่งกำกับดูแลกรมที่ดิน และพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้เดินทางไปยังสนามฟุตบอล ช้างอารีน่า หรือสนามฟุตบอลบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ที่เป็นของเครือญาติของนายศักดิ์สยาม ครอบครองใช้ประโยชน์ บุกรุกที่ดินของการรถไฟ แสดงให้เห็นถึงการละเว้นการปฏิบัติตามหน้าที่ ไม่รับผิดชอบไม่ปกป้องผลประโยชน์ของรัฐ แต่กลับแสดงพฤติกรรมเสมือนเป็นผู้สนับสนุน ช่วยเหลือเอื้อประโยชน์ เพื่อประโยชน์ทางการเมือง และไม่ใช้อำนาจทำหน้าที่ของตน ทำการเพิกถอนโฉนดที่ดินเลขที่ 3466 และ 8564 ทั้งที่มีความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกา ปี 2541 ผลการสอบสวนของคณะกรรมธิการวิสามัญวุฒิสภา เมื่อปี 2548 ผลการไต่สวนของป.ป.ช. เมื่อปี 2554 ตลอดจนคำพิพากษาศาลฎีกาปี 2560 และปี 2561

 

การไม่ยอมเพิกถอนเป็นการแสดงให้เห็นว่ากรมที่ดินตกอยู่ใต้อิทธิพลการเมือง อันเป็นแหล่งทุจริตคอร์รัปชั่นมาโดยตลอด ทำให้รัฐต้องสูญเสียที่ดินที่เป็นสาธารณะประโยชน์ของแผ่นดินจำนวนมหาศาลอันเป็นปัญหาสำคัญของประเทศชาติ 

 

จึงแจ้งมาเพื่อเป็นเบาะแสข้อมูลให้กับ ป.ป.ช.ดำเนินการต่อไป

 

เมื่อวันที่ 18 ก.พ.2564 นายศักดิ์สยาม ชี้แจงกรณีดังกล่าวในสภาฯ ภายหลัง พ.ต.อ.ทวี  อภิปรายเรื่องที่ดินเขากระโดงจังหวัดบุรีรัมย์ โดยระบุถึงการบุกรุกที่ดิน และรัฐมนตรีที่ดูแลกระทรวงคมนาคมจัดตั้งบริษัทลูกเพื่อไปบริหารที่ดินรถไฟ รวมถึงที่ดินเขากระโดง โดยนายศักดิ์สยาม ได้ชี้แจงความคืบหน้าของคดีในพื้นที่เขากระโดง ว่า ในพื้นที่ดังกล่าวมีประชาชนอาศัยมานานแล้ว พร้อมยืนยัน ไม่เคยแทรกแซงหรือสั่งการเรื่องที่ดินของการรถไฟ เขากระโดงหรือที่อื่นๆ การทำหน้าที่ยึดหลักตามระเบียบ กฎหมาย มติคณะรัฐมนตรี ไม่เลือกปฏิบัติ แต่ไม่โกรธที่ พ.ต.อ.ทวี พาดพิงถึงนายชัย ชิดชอบที่เป็นบิดา แต่ไม่แน่ใจว่าทายาทคนอื่นๆ จะโกรธหรือไม่ ถ้าโกรธให้เตรียมตัวรอรับหมายศาลไว้เลย

ที่ดินเขากระโดงภาคสองให้มันจบที่ ป.ป.ช.

3 ก.ย.2564 นายศักดิ์สยาม ชี้แจงในสภาว่า "...ผมเป็นเพียงผู้อาศัยอยู่บนที่ดินโดยสุจริต เลขที่ 3466 ซึ่งเป็นเอกสารสิทธิที่ออกทางราชการโดยชอบด้วยกฎหมาย นอกจากนี้ ในขณะนั้นตนยังมีอายุเพียง 10 ขวบเท่านั้น...


....ผมในฐานะประชาชน และเป็นบุคคลธรรมดา ผมต้องเรียนว่าผมเป็นประชาชนที่ถือเอกสารสิทธิที่ดิน และเป็นผู้อาศัยในที่ดินที่มีเอกสารสิทธิ์ที่ออกโดยหน่วยงานราชการที่ถูกต้องตามกฎหมายโดยสุจริต ผมเกิดปี 2505 และในญัตติระบุว่าผมเป็นผู้นำการบุกรุก แล้วใช้กระบวนการทางกฎหมาย ผมว่าญัตติเข้าใจอะไรผิดหรือเปล่า ส่วนกรณีการครอบครองโฉนดของญาตินั้นก็เหมือนคนปกติทั่วไป และเป็นเอกสารสิทธิที่ออกโดยหน่วยงานราชการที่ถูกต้องตามกฎหมายโดยสุจริต นอกจากนี้ หากผู้อภิปรายมีข้อมูลหรือหลักฐานที่ชี้ชัดได้ว่าการที่เครือญาติหรือผมครอบครองเอกสารโฉนดตามที่กล่าวอ้าง และดำเนินการฉ้อฉล จะเสนอให้ผู้ยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจไปยื่นฟ้องหรือไปดำเนินการเพื่อเพิกถอนโฉนดที่ออกทางราชการในกรณีเดียวกันทั่วทั้งประเทศ อย่าทำแต่ที่เขากระโดง” นายศักดิ์สยามกล่าวชี้แจง

ที่ดินเขากระโดงภาคสองให้มันจบที่ ป.ป.ช.

วันเดียวกัน ที่รัฐสภา นายนิรุฒ มณีพันธ์ ผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย แถลงข่าวชี้แจงประเด็นที่ดินเขากระโดง จ.บุรีรัมย์ ที่มีการอภิปรายจากส.ส.พรรคฝ่ายค้าน ในส่วนของที่ดินเขากระโดง จ.บุรีรัมย์ มีปัญหาทั้งมีผู้บุกรุก และผู้ที่ออกเอกสารสิทธิ์ในที่ดิน ที่สันนิษฐานหรือเชื่อว่าเป็นของรฟท. ซึ่งมีการบริหารจัดการที่ดินเหมือนที่อื่นๆ รฟท.มีการเชิญชวนมาเช่าที่ดิน ส่วนปัญหาออกเอกสารสิทธิ์ที่เป็นของรฟท. หรือเชื่อว่าเป็นของรฟท. จากการสำรวจเมื่อต้นปี 64 มีการออกเอกสารสิทธิ์ของหน่วยงานราชการ คือ กรมที่ดิน ประมาณ 900 ราย กรณีแบบนี้จะเห็นว่า คนที่มีเอกสารสิทธิ์ได้ถือเอกสารที่ออกโดยหน่วยงานราชการ เขามีความมั่นใจว่าเป็นเอกสารที่ให้สิทธิ์ในการดำรงอยู่ในที่ดิน ขณะเดียวกัน รฟท.ก็มีความเชื่อว่าที่ดินตรงนั้นเป็นของรฟท. แต่รฟท. ถือหลักว่าจะไม่ฟ้องประชาชน เพราะเขาถือเอกสารสิทธิ์ของทางราชการให้ถือว่าเป็นผู้สุจริต แต่ที่มีคำพิพากษาศาล เพราะผู้ถือเอกสารสิทธิ์เหล่านั้น ไปขอออกโฉนด รฟท.จึงต้องเข้าไปพิสูจน์สิทธิ์ด้วยการต่อสู้ในศาล โดยให้ศาลพิสูจน์ความจริงและตัดสิน จึงเป็นที่มาของคำพิพากษาที่มีการกล่าวถึง 

 

ส่วนที่มาของคำวินิจฉัยของอัยการสูงสุด (อสส.) มาจากการที่คณะกรรมการป.ป.ช. พิจารณาที่ดินแปลงหนึ่งในบริเวณเขากระโดง และมีความเห็นว่าที่แปลงนั้นออกโฉนดโดยมิชอบ ไม่ได้บอกว่าคนที่ถือโฉนดนั้นไม่ชอบ จึงมีหนังสือแจ้งไปกรมที่ดิน ขอให้เพิกถอนโฉนด แต่กรมที่ดินไม่เพิกถอน โดยมีหนังสือถึงรฟท. และหารือไปยังอสส. โดยอสส. ตอบว่า กรมที่ดิน ให้รฟท. เป็นผู้ฟ้อง เพราะเป็นเจ้าของที่ดิน ด้วยความเคารพต่อคำวินิจฉัยของอสส. ประกอบกับรฟท.ยึดหลัก ว่าการไปฟ้องประชาชนในพื้นที่กว่า 900 ราย อาจจะไม่เหมาะสม เพราะประชาชนถือเอกสารสิทธิ์ของทางราชการ เรายังมีทางเลือกอื่นที่สามารถค้นหาข้อเท็จจริงได้คือกรมที่ดิน จึงเป็นที่มาของหนังสือที่ลงนามไปถึงกรมที่ดิน เพื่อขอพิสูจน์ทราบข้อเท็จจริง ถึงที่มาที่ไปในการออกเอกสารสิทธิ์

 

มหากาพย์เรื่องนี้จะจบอย่างไรอยู่ที่ ป.ป.ช.ว่าจะวินิจฉัยคำร้องพรรคฝ่ายค้านออกมาเป็นเช่นไร