ตอนทำสัญญากับแอสตร้าฯ เราทำตั้งแต่กลางปี 2563 ตั้งแต่การวิจัยยังไม่เสร็จสิ้น และวัคซีนทุกชนิดยังไม่เสร็จ ยังไม่มีการขึ้นทะเบียน แต่เห็นแนวโน้มจะสำเร็จ จึงเร่งทำสัญญาจองซื้อล่วงหน้า ซึ่งการลงนามสัญญาไม่ใช่สัญญาปกติ เพราะมีการระบาดทั่วโลกเป็นการระบาดครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์
ถ้าเป็นระบบปกติ เราคงไม่ลงนามสัญญาแบบนี้ โดยเฉพาะระเบียบกฎหมายของไทย เนื่องจากของที่ผลิตจะเสร็จหรือไม่ ยังไม่รู้และยังไม่มีของ จะผลิตได้เมื่อไร จำนวนเท่าไร ประสิทธิภาพเป็นอย่างไรไม่มีใครรู้ และการลงนามในสัญญาทุกบริษัทวัคซีนมีข้อกำหนดเกือบทุกครั้งว่า ต้องไม่เปิดเผยข้อมูลในสัญญาจนกว่าบริษัทจะได้รับความยินยอม แต่ต้องลงนาม จนทุกวันนี้ ฉีดแอสตร้าฯ มากกว่า 15 ล้านโดส ภาพรวมทั้งประเทศฉีดวัคซีน 35 ล้านโดสคงทำไม่ได้ ถ้าไม่ได้ลงนามในสัญญา
“ทั้งหมดเราทำตามกฎหมาย โดยเฉพาะ พ.ร.บ.ความมั่นคงด้านวัคซีน ที่มีการเปิดช่องให้สามารถทำได้ รวมถึงตัวสัญญามีการปรึกษาอัยการสูงสุดมาตลอด รายงานผู้บังคับบัญชาให้ทราบ ของบประมาณจากงบกลางงบเงินกู้จาก ครม. การซื้อทุกครั้งจึงต้องขออนุมัติผ่านความเห็นชอบ ครม.” นพ.โอภาส กล่าวและว่า
ปัจจุบัน ทางซีอีโอของแอสตร้าฯ ทำหนังสือแสดงความุ่งมั่นถึงท่านนายกฯ จะจัดส่งวัคซีนที่เราจอง 61 ล้านโดสในปี 2564 นี้ และทราบว่าโรงงานผลิตในไทย มีศักยภาพการผลิตเป็นไปได้ด้วยดีมากขึ้นเรื่อยๆ
นพ.โอภาส กล่าวอีกว่า ในส่วนสัญญาไฟเซอร์ ได้มีการเจรจามาตั้งแต่ช่วงกลางปี 2563 ตั้งแต่การวิจัยยังไม่เสร็จ การเจรจา มีข้อตกลงคือไม่เปิดเผยข้อมูลของเขา และเป็นสัญญาไม่ปกติเช่นกัน จำเป็นต้องลงนามในสัญญา ซึ่ง ครม.ก็เห็นชอบลงนาม ผ่านความเห็นของอัยการ โดยเราจอง 30 ล้านโดส ได้รับแจ้งว่าจะส่งตามสัญญา ไตรมาส 4 ของปีนี้