ศึกซักฟอกวันแรกเริ่มแล้ว เปิดรายละเอียดถ้อยแถลง “ผู้นำฝ่ายค้าน” ออกลูกประหม่า ขานชื่อนามสกุล นายกฯ ผิด 2 ครั้ง ร่ายยาวสับแหลก"บิ๊กตู่"เป็นโรคโอหังคลั่งอำนาจ ค้าความตาย จวกรัฐมนตรีไร้ความรู้ความสามารถ ขอส.ส. ฝ่ายรบ. ร่วมกันยืนเจตน์จำนงค์ประชาชน ให้นายกฯ ลาออกไป

31 สิงหาคม 264 เวลา 09.40 น. ที่รัฐสภา มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณาญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีรายบุคคล  โดย นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร ทำหน้าที่เป็นประธานการประชุม

 

นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ในฐานะผู้นำฝ่ายค้าน ได้กล่าวเปิดญัตติอภิปรายทั่วไปว่า ญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไป เพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล ตามมาตรา 151 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 ตามรายนามดังต่อไปนี้ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และนายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ที่มีการบริหารราชการแผ่นดินล้มเหลว โดยเฉพาะการแก้ไขสถานการณ์ โควิด-19 ทำเศรษฐกิจตกต่ำ รวมถึงปล่อยปละละเลยให้มีการทุจริตคอร์รัปชัน

นายสมพงษ์ กล่าวต่อ พลเอกประยุทธ์ เป็นบุคคลที่ไร้ภูมิปัญญา ไร้องค์ความรู้ ไร้จิตสำนึกรับผิดชอบ ไร้คุณธรรมจริยธรรม และไร้ความสามารถ ที่จะเป็นหัวหน้ารัฐบาล ผู้นำประเทศ ทำให้การบริหารราชการแผ่นดินเกิดความล้มเหลว ผิดพลาดบกพร่องเสียหายอย่างร้ายแรงทุกด้าน กลืนน้ำลายตัวเองปล่อยปละละเลยต่อมาตรการป้องกัน ควบคุม การระบาดของโรคในหลายเรื่อง จนมีการแพร่ระบาดของโรคจากกลุ่มก้อนเล็กๆ กระจายไปยังพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศอย่างรวดเร็วจนยากที่จะควบคุม ส่วนมาตรการควบคุมโรคก็ไร้ทิศทาง ผิดเป้าหมาย และแผนงาน ไร้ประสิทธิภาพ ประชาชนและภาคธุรกิจได้รับผลกระทบและความเสียหายจากมาตรการของรัฐ ประเทศตกอยู่ในสงครามของโรคระบาด ใช้จ่ายงบประมาณ และเงินกู้โดยไม่รักษาวินัยการเงินการคลัง มีพฤติการณ์ฉ้อฉล ทุจริตต่อหน้าที่ในหลายเรื่อง

ทั้งการจัดหาวัคซีนที่มีพฤติการณ์ปิดบังอำพราง ไม่โปร่งใส ตรวจสอบไม่ได้ ไม่ทั่วถึง เลือกปฏิบัติ และไม่มีประสิทธิภาพสูงสุด อีกทั้งแอบอ้างว่ามีวัคซีนของบริษัทในพระปรมาภิไธยเพื่อมาฉีดให้กับประชาชน เป็นการทำลายความน่าเชื่อถือของสถาบัน มีผลทำให้ยุทธศาสตร์การจัดหาวัคซีนผิดพลาดมาตั้งแต่ต้น อีกทั้งยังปล่อยปละละเลยให้มีการทุจริตและแสวงหาประโยชน์ของบรรดานักการเมือง พวกพ้อง และข้าราชการที่ปฏิบัติหน้าที่เกี่ยวข้องกับการระบาดของโรคโควิด-19 ในหลายเรื่อง มีลักษณะ “ค้าความตาย” โดยเห็นวัคซีนเป็นสินค้าสาธารณะ เหิมเกริม คิดการใหญ่โต ในการสร้างกำไรจากวัคซีนร่วมกับนายอนุทิน โดยหวังการกอบโกยผลประโยชน์บนซากศพและคราบน้ำตาของพี่น้องประชาชน

เมื่อประชาชนออกมาวิพากษ์วิจารณ์ก็ใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือข่มขู่ เอาผิดกับประชาชนและลิดรอนสิทธิเสรีภาพของสื่อมวลชนและประชาชน อีกทั้งยังลุแก่อำนาจสั่งการให้มีการใช้กำลังปราบปรามประชาชน ที่ออกมาชุมนุมอย่างรุนแรงเกินสมควรกว่าเหตุตลอดมา ตามนิสัยความถนัดของตนเอง จนกล่าวได้ว่าประเทศกำลังขับเคลื่อนไปด้วยความคับแค้นเกลียดชัง

 

“พล.อ.ประยุทธ์ และพวกพ้อง ไม่ยึดประโยชน์ของประเทศและประชาชนโดยส่วนรวมเป็นที่ตั้ง ใจดำ ทรยศต่อความไว้วางใจของประชาชน ไม่เห็นใจในความทุกข์ยากของพี่น้องประชาชน และจากความโอหังและการเสพติดในอำนาจของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา จนทำให้ พลเอกประยุทธ์ อยู่ในสภาพของคนเป็นโรคโอหังคลั่งอำนาจไม่อยู่ในภาวะที่จะเป็นผู้นำประเทศได้อีกต่อไป ดังนั้นหากปล่อยให้บริหารราชการแผ่นดินต่อไป จะทำให้ประชาชนติดเชื้อและเสียชีวิตมากยิ่งขึ้นจนไม่สามารถที่จะหาสถานที่ฌาปนกิจได้ทันและเพียงพอ และไม่มีหนทางที่จะหยุดยั้งการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19  ประชาชนจะต้องทนทุกข์ทรมานทั้งจากโรคและการดำรงชีวิต บ้านเมืองจะไร้ซึ่งความสงบสุขร่มเย็น อันจะนำมาซึ่งความหายนะของประเทศชาติอย่างแท้จริง ตามที่มีการกล่าวกันว่า “ผู้นำโง่ เราจะตายกันหมด” เพราะคนโง่ คือภัยอันตรายร้ายแรงเมื่อได้กลายเป็นผู้มีอำนาจ” นายสมพงษ์ กล่าว

 

ระหว่างที่ นายสมพงษ์ อ่านญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ ไปถึงเนื้อหาเรื่องวัคซีนที่เกี่ยวกับบริษัท สยามไบโอไซเอนซ์ และกล่าวว่า ในพระปรมาภิไธย นายไพบูลย์ นิติตะวัน ส.ส. บัญชีรายชื่อพรรคพลังประชารัฐ ได้ลุกขึ้นประท้วงทันที ว่า แม้จะมีการเขียนในญัตติ และประธานในที่ประชุมได้อนุญาตแล้วก็ตาม แต่ไม่อยากให้สมาชิกนำคำดังกล่าว ซึ่งเกี่ยวข้องกับสถาบันไปอภิปรายต่อ จึงอยากให้ประธานวินิจฉัย เพื่อไม่ให้เกิดการประท้วงซ้ำซากในประเด็นดังกล่าวนี้

 

ขณะที่ นายชวน หลีกภัยประธานสภาผู้แทนราษฎร  กล่าวว่า ทุกอย่างยังเป็นตามญัตติ รอให้มีการอภิปรายพาดพิงก่อน แล้วจะมีการวินิจฉัยในภายหลัง และให้นายสมพงษ์ อ่านญัตติต่อ

 

แต่เมื่อมาถึงข้อกล่าวหาของ นายกรัฐมนตรี ที่ระบุว่ามีลักษณะ ค้าความตาย จากการจัดหาวัคซีน  นายไพบูลย์ จึงลุกขึ้นประท้วงอีกครั้งว่า ใช้ถ้อยคำผิดข้อบังคับ ตนจำเป็นต้องลุกขึ้นประท้วง เพราะได้รับมอบหมายจาก พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ  หากมีการพาดพิงใส่ร้าย ให้ท้วงติงทันที

 

หลังจากนั้น นายสมพงษ์ อภิปรายต่อ นายอนุทิน ขาดความรู้ ไร้ซึ่งภูมิปัญญาและความสามารถในการกำกับดูแลงานด้านสาธารณสุขของประเทศ มีพฤติกรรมคุยโม้โอ้อวด ทุจริตต่อหน้าที่ จงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญและกฎหมาย ฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง ฉ้อฉล หลอกลวงประชาชน ส่งผลให้การบริหารงานของกระทรวงสาธารณสุขล้มเหลว ผิดพลาดบกพร่องอย่างร้ายแรง กอบโกยผลประโยชน์บนคราบน้ำตาและความเป็นความตายของประชาชน หากปล่อยให้นายอนุทินดำรงตำแหน่งรมว.สาธารณสุขต่อไปจะทำให้การแพร่ระบาดทวีความรุนแรงยิ่งขึ้นและไม่มีทีท่าว่าจะยุติลงเมื่อใด ชีวิตของพี่น้องประชาชนแขวนอยู่บนเส้นด้าย

 

ส่วนนายสุชาติ เป็นบุคคลที่ไร้ภูมิปัญญา และไร้ความรู้ความสามารถที่จะบริหารราชการของกระทรวงแรงงาน ทำให้ผู้ใช้แรงงานได้รับผลกระทบทั้งระบบ จงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญและกฎหมาย กระทำการอันเป็นการขัดกันแห่งผลประโยชน์ ส่อว่าจงใจและมีผลประโยชน์ทับซ้อน ปล่อยปละละเลยให้แรงงานต่างด้าวเข้าเมืองโดยผิดกฎหมายปะปนอยู่ในระบบแรงงาน และเกิดการแสวงหาประโยชน์จากแรงงาน

 

ขณะที่นายศักดิ์สยาม มีพฤติการณ์ทุจริตต่อหน้าที่ จงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญและกฎหมาย ฝ่าฝืนและไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง มุ่งแต่แสวงหาและกอบโกยผลประโยชน์จากโครงการขนาดใหญ่ของหน่วยงานที่อยู่ในกำกับดูแล รู้เห็นและปล่อยปละละเลยให้เกิดการทุจริตในการประมูลโครงการขนาดใหญ่หลายโครงการ ไม่มีความซื่อสัตย์สุจริต บุกรุกครอบครองที่ดินของรัฐเพื่อนำมาเป็นของตนและเครือญาติโดยการฉ้อฉล ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐอย่างร้ายแรง ประพฤติตัวเสเพลไม่เหมาะสมกับตำแหน่ง ไม่ปฏิบัติตามกฎหมายเกี่ยวกับการควบคุมโรคเข้าไปในแหล่งอบายมุขจนเป็นต้นตอการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ไปทั่วประเทศจนถึงปัจจุบัน ขาดจิตสำนึกรับผิดชอบ มุ่งแต่แสวงหาผลประโยชน์ทางการเมืองโดยอาศัยตำแหน่งหน้าที่ของตน นำมาซึ่งความเสียหายแก่ทางราชการและภาพลักษณ์ของการเป็นรัฐมนตรีของประเทศไทย

 

ด้านนายเฉลิมชัย เป็นบุคคลที่ไร้ภูมิปัญญาและไร้ความสามารถในการบริหารงานของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ทำให้การบริหารงานด้านการเกษตรล้มเหลวทั้งระบบ มีพฤติการณ์ทุจริตต่อหน้าที่ จงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญและกฎหมาย ฝ่าฝืนและไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง ไม่มีความซื่อสัตย์สุจริต เข้าไปมีส่วนได้เสียในการเรียกรับผลประโยชน์จากโครงการของหน่วยงานที่ตนกำกับดูแล สร้างความเสียหายแก่รัฐจำนวนมาก ไม่ปฏิบัติตามและบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด ไม่ปกป้องรักษาสาธารณสมบัติของแผ่นดิน จงใจเบียดบังเอาทรัพยากรของชาติไปให้พวกพ้องตนเอง ปล่อยปละละเลยให้เกิดการแพร่ระบาดของโรคในสัตว์จำนวนมาก

 

ฟากนายชัยวุฒิ ใช้ตำแหน่งหน้าที่และสื่อของรัฐบิดเบือนข้อเท็จจริง และสร้างความแตกแยกในสังคม ทำลายบรรทัดฐานอันดีของสังคม มุ่งประโยชน์ทางการเมืองมากกว่าประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน ไม่มีความซื่อสัตย์สุจริต ไม่ปฏิบัติตามหลักการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี

 

ต่อจากนี้นายสมพงษ์ กล่าวถึงประเด็นวัคซีนว่า ทุกนาทีที่ประเทศไทยขาดวัคซีนนั่นคือชีวิตของประชาชนที่ล้มตายเพิ่มขึ้น สั่งวัคซีนชิโนแวคเป็นวัคซีนหลักของประเทศ ตอนที่สั่งซื้อยังไม่ได้มีการรับรองจากองค์การอนามัยโลก ทั้งที่รู้ว่าเป็นวัคซีนคุณภาพต่ำ และการระบาดของสายพันธุ์เดลต้าได้ตอกย้ำความไร้ประสิทธิภาพ แต่รัฐบาลของท่านยืนยันจะจัดซื้อ โดยไม่คำนึงถึงคำคัดค้านใดๆ จึงตั้งคำถามว่าเหตุใดวัคซีนที่มีประสิทธิภาพต่ำเช่นนี้ จึงมีราคาแพงกว่าวัคซีนที่มีคุณภาพ ประสิทธิภาพที่สูงกว่านี้ เหตุใดรัฐบาลท่านจึงยังดื้อดึงสั่งซื้อแบบซ้ำซากไม่มีที่สิ้นสุด จนเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ ในแผ่นดิน ในการกระทำเช่นนี้หากไม่โง่ก็คงโกง ถึงต้องตอบให้ได้ว่าคนของท่านมีผลประโยชน์ทับซ้อนอะไรที่ยิ่งใหญ่กว่าคุณค่าของชีวิตประชาชน

 

วันนี้พรรคร่วมฝ่ายค้านยืนยันที่จะกล่าวต่อ นายกรัฐมนตรี ว่า ท่านเป็นรัฐบาลที่กล้าค้าความตายกับประชาชน นอกจากนี้การดูแลช่วยเหลือผู้ป่วย ผู้ด้อยโอกาส ข้อเท็จจริงประชาชนช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ตามมีตามเกิด รัฐบาลที่ดำเนินการอยู่คิดว่าผลพวงที่ดำเนินการของประชาชนแบกภาระกันเอง ท่านต้องพิจารณากันเองว่าควรจะลาออกไปดีกว่า ทั้งหมดนี้คือความล้มเหลวพังทลาย เป็นอันตรายต่อประเทศที่รักของเรา ซึ่งสาเหตุมาจากความบกพร่องทางสติปัญญา ทางอารมณ์ของผู้นำอย่างพลเอกประยุทธ์ ซึ่งได้อำนาจมาอย่างมากมายในการล้มล้างรัฐบาลประชาธิปไตยที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน จนถึงวันนี้เกิดผลอย่างชัดเจนและรุนแรงอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นในประวัติศาสตร์ของชาติ

 

ดังนั้นเราใช้เวทีในสภาผู้แทนราษฎร อภิปรายข้อเท็จจริงที่น่าตกใจ ของพลเอกประยุทธ์และพวกพ้อง วันนี้ประชาชนส่วนใหญ่ร่วมกันแสดงเจตจำนงค์ ในรูปแบบต่างๆให้ พลเอกประยุทธ์ ลาออก จึงขอเชิญชวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรฝ่ายรัฐบาล ได้โปรดยับยั้งหยุดมอง แต่ผลประโยชน์ทางการเมือง ผลประโยชน์ส่วนตน ขอให้เปิดหัวใจมองเห็นชีวิตของประชาชนร่วมกัน ยืนเจตน์จำนงค์กับประชาชน โดยให้ พลเอกประยุทธ์ ลาออกไป ส.ส. ฝ่ายรัฐบาล ตนอยากให้เข้าใจว่า ผู้นำเช่น พลเอกประยุทธ์ คือความอับอายของประเทศโดยแท้ เช่นนี้ย่อมไม่สามารถนำพาประเทศและประชาชนให้พ้นวิกฤตได้ พลเอกประยุทธ์ ไม่ใช่ผู้นำปัจจุบันที่จะแก้ปัญหาวิกฤตใดๆ ได้อีก และไม่ใช่ผู้นำของอนาคต ไม่ใช่ความหวังของลูกหลานของพวกเรา พลเอกประยุทธ์ เป็นได้เพียงสิ่งที่ไร้ค่า ไร้ความหมาย ไร้ความทรงจำของคนรุ่นต่อไปเท่านั้น ตนและพรรคร่วมฝ่ายค้าน เราไม่อาจไว้วางใจ พลเอกประยุทธ์ ทำหน้าที่บริหารราชการต่อไป

 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างที่ นายสมพงษ์ ถึงรายชื่อรัฐมนตรีที่ฝ่ายค้านจะอภิปรายไม่ไว้วางใจ ปรากฏว่านายสมพงษ์ อ่านออกเสียงชื่อ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมผิด เป็นพล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ  และผิดซ้ำเป็นครั้งที่สองว่า พลเอกประยุทธ์ ยงใจยุทธ ซึ่งเจ้าตัวก็ได้กล่าวขอโทษ และอ่านแก้จนถูกต้อง นอกจากนี้ระหว่างที่นายสมพงษ์ อ่านญัตติไม่ไว้วางใจ พลเอกประยุทธ์  มีการประท้วงจาก นายไพบูลย์ นิติตะวัน ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ อยู่เป็นระยะๆ โดยนายชวน ได้ห้ามปราม เพื่อไม่ให้การประท้วงทำให้เสียเวลาการอภิปราย

 

ทั้งนี้ การอภิปรายไม่ไว้วางใจ มีกำหนด ตั้งแต่วันที่ 31 ส.ค.-3 ก.ย.และลงมติในวันที่ 4 ก.ย.โดยที่ประชุมกำหนดเวลาในการอภิปรายทั้งหมด 58 ชั่วโมง 30 นาที ฝ่ายค้านจะใช้ผู้อภิปรายทั้งหมด 34 คน เป็นพรรคเพื่อไทย 19 คน , พรรคก้าวไกล 6 คน , พรรคเสรีรวมไทย 3 คน , พรรคประชาชาติ 2 คน , พรรคเพื่อชาติ 1 คน , พรรคพลังปวงชนไทย 1 คน และยังมีนายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคเศรษฐกิจใหม่ รวมถึงนายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ หัวหน้าพรรคไทยศรีวิไลย์ อภิปรายด้วย ใช้เวลาทั้งหมด 40 ชั่วโมง ส่วนของฝ่ายรัฐบาลและคณะรัฐมนตรี ใช้เวลา 18 ชั่วโมง 30 นาที