การมีรายได้จากฮอสพิเทลเข้ามาก็ดีกว่ากระแสเงินสดเป็นศูนย์ หลายโรงแรมโดยเฉพาะในพื้นที่สีแดงเข้มปรับมาธุรกิจมาทำฮอสพิเทลเพิ่มขึ้น ซึ่งการทำฮอสพิทิเทล ส่วนใหญ่จะเป็นโรงแรมขนาดกลาง เพราะต้องมีทุนในการปรับระบบต่างๆ ทั้งการบำบัดน้ำเสีย และมาตรการต่างๆที่กระทรวงสาธารณสุขกำหนดไว้
เทียบตอนนี้ทำฮอสพิเทลก็ดีกว่าการนำโรงแรมเข้าเป็นสถานกักตัวทางเลือกหรือ ASQ เนื่องจากแม้ ASQ จะขายได้ในราคาที่สูงกว่า แต่ปัญหาคือจำนวนการเดินทางจากต่างประเทศเข้าไทยมีไม่มาก และมีหลายโรงแรมมากที่ทำ ASQ ถ้าขายห้องได้น้อยก็ไม่คุ้มกับค่าใช้จ่าย ต้องอาศัยการโปรโมทเพื่อดึงลูกค้า
ขณะที่ฮอสพิเทล เป็นความจำเป็นในการต้องการเตียงที่เพิ่มขึ้น โรงแรมจะมีรูมไนท์ที่ดีกว่า แต่ทั้งฮอสพิเทลและ ASQ ก็เป็นการปรับตัวเพื่อประคองธุรกิจในช่วงนี้ของโรงแรมหลายแห่งในขณะนี้ นางศุภวรรณ กล่าวทิ้งท้าย
สำหรับจำนวนฮอสพิเทลในพื้นที่กรุงเทพฯและปริมณฑลอยู่ที่ 14,343 เตียง ในช่วง 1-2 เดือนที่ผ่านมามีการเพิ่มเตียงในฮอสพิเทลเฉพาะในกรุงเทพฯรวมกว่า 4,424 เตียง และมีแนวโน้มการหาโรงแรมเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
อาทิ ฮอสพิเทลในเครือร.พ.เกษมราษฎร์ เช่น โรงแรมทู ทรี 250 เตียง โรงแรมเดอะกรีนโฮเทล 1 พันเตียง โรงแรมเอสดี เอเวนิว 900 เตียง โรงแรม ไอบิส สไตล์ สุขุมวิท 500 เตียงฮอสพิเทล ในเครือร.พ.ธนบุรี บำรุงเมือง เช่นโรงแรมเดอะทวินทาวเวอร์ 250 เตียง
โรงแรมแกรนด์ ฮาวเวิร์ด 380 เตียงโรงแรมสยาม แอท สยาม 300 เตียง โรงแรมพลูแมน กรุงเทพ แกรนด์ สุขุมวิท
ฮอสพิเทลในเครือร.พ.ปิยะเวท อาทิ โรงแรมเดอะบาร์ซ่า รัชดา 300 เตียงฮอสพิเทลของสถาบันมะเร็ง อาทิ โรงแรมใบหยก 400 เตียง โรงแรม เป็นต้น