เนชั่นทีวี

ข่าว

ทั่วโลกจับตา 20 ปีที่ "คาบูล" ฤาจะซ้ำรอย "ไซ่ง่อน"

17 ส.ค. 2564 | teerawat_pra

ทั่วโลกจับตา 20 ปีที่ "คาบูล" ฤาจะซ้ำรอย "ไซ่ง่อน"

สถานการณ์ในอัฟกานิสถาน โดยเฉพาะกรุงคาบูล ถูกเปรียบเทียบกับนครไซ่ง่อนของเวียดนาม ก่อนตกอยู่ในมือเวียดนามเหนือ ทั้่งการอพยพคนอย่างฉุกละหุก ความหวาดกลัวของผู้คน และที่สำคัญคือ มันคือความอัปยศของรัฐบาลชุดนี้ที่ซ้ำรอยรัฐบาลเมื่อกว่า 40 ปีก่อน

การที่ กรุงคาบูลของอัฟกานิสถาน กลับคืนไปอยู่ในเงื้อมมือของตาลีบัน เมื่อวันอาทิตย์ที่ 15 สิงหาคม เป็นหลักฐานที่บ่งชี้ว่า ภารกิจเกือบ 20 ปี ของสหรัฐฯ ได้ล่มสลายในวันเดียว ภาพเฮลิคอปเตอร์อพยพเจ้าหน้าที่สถานทูตอย่างฉุกละหุก ได้ย้อนประวัติศาสตร์ไปในช่วงวันท้ายๆ ของสงครามเวียดนาม เมื่่อปี 2518 การหลั่งไหลอพยพออกจากเมืองหลวงของชาวอัฟกันที่เนืองแน่นไปตามถนนสายต่างๆ ไม่ต่างจากเมื่อครั้งที่ชาวเวียดนามหลายพันคน พยายามตะเกียกตะกายปีนกำแพงรั้วของสถานทูตสหรัฐฯ

แม้แต่ ตาลีบัน เองก็ยังประหลาดใจไม่น้อย ที่สามารถยึดกรุงคาบูลได้รวดเร็ว มุลเลาะห์
อับดุล กานี บาราดาร์ ผู้ร่วมก่อตั้งกลุ่มตาลีบันที่ขึ้นมาเป็นผู้นำอย่างเต็มตัว ยอมรับในวิดีโอแถลงการณ์ในเย็นวันเดียวกัน และบอกว่าทางกลุ่มกำลังเผชิญความท้าทายด้านการปกครอง และเตรียมประกาศตัวเป็น "Islamic Emirate of Afghanistan" ซึ่งที่จริงก็คือ "รัฐอิสลาม" และจะไม่แตะต้องทรัพย์สินและชีวิตผู้คน แต่ชาวกรุงคาบูลไม่ไว้วางใจในคำพูดของกลุ่มติดอาวุธกลุ่มนี้ ทำให้สนามบินแออัดไปด้วยคนที่ต้องการ "หนี" 

สำหรับรัฐบาลของโจ ไบเดน นี่คือภาพแห่งความอัปยศ ในขณะที่อีกไม่กี่วันก็จะถึงวันครบรอบ 20 ปี เหตุวินาศกรรมโจมตีสหรัฐฯ เมื่อ 11 กันยายน ปี 2543 กลุ่มควันที่ลอยหนาทึบขึ้นมาจากสถานทูต คือการรีบเร่งเผาทำลายเอกสารสำคัญ เพื่อไม่ให้ตกไปอยู่ในมือของตาลีบัน รวมทั้งธงชาติ และเฮลิคอปเตอร์บินออกไปโดยมีจุดหมายปลายทางที่สนามบิน และแม้ตอนแรกจะยืนยันว่าจะให้เหล่านักรบอยู่รอบนอกกรุงคาบูล และรอจนกว่าจะมีการถ่ายโอนอำนาจ แต่ในเย็นวันเดียวกัน ตาลีบันก็ยึด "อาร์ก" (Arg) หรือ ทำเนียบประธานาธิบดีแบบเบ็ดเสร็จ

ภาพที่ ตาลีบัน บุกเข้าไปตามห้องต่างๆ ในทำเนียบประธานาธิบดี ปลดธงออกแล้วเอาธงของพวกเขาขึ้นไปแทน ยิ่งสร้างความหวาดกลัวให้ผู้คน ชาวอัฟกันที่ไร้ทางหนีไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากทำลายหลักฐานที่แสดงความเกี่ยวข้องกับรัฐบาล หรือความเป็นตะวันตกทิ้ง พวกผู้หญิงที่มีอิสระในการแต่งกาย ต้องรีบไปตามร้านเพื่อหาซื้อ "บุรกา" หรือที่ชาวอัฟกันเรียกว่า "จาดรี" ที่ปกปิดร่างกายมิดชิด และมีช่องตาข่ายบางๆ เฉพาะบริเวณดวงตาเพื่อให้ผู้สวมใส่สามารถมองเห็นได้

 

โรงพยาบาลพากันปิดเงียบ เพราะหมอและพยาบาลก็กลัวตาลีบัน สำนักงานข้าหลวงใหญ่เพื่อผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ หรือ UNHCR ระบุว่า ชาวอัฟกันมากกว่า 550,000 คน พากันละทิ้งบ้านเรือน แม้ตาลีบันจะบอกว่า จะ "นิรโทษกรรม" แก่คนที่เคยทำงานกับรัฐบาล หรือชาติตะวันตก และยังจะเชิญมาเป็นพวกเดียวกัน แต่ไม่มีใครกล้าเพราะในหลายพื้นที่ถูกตาลีบันยึดก่อนหน้านี้ มีรายงานที่เชื่อถือได้ว่า มีการฆ่าล้างแค้น และประหารชีวิตทหารที่ยอมแพ้ ผู้หญิงถูกบังคับให้หยุดทำงาน ถูกห้ามเข้ารับการศึกษาและถูกบังคับให้แต่งงานกับพวกนักรบ 

ความอัปยศที่โจ ไบเดน เผชิญ ไม่ต่างจากที่อดีตประธานาธิบดีเจอรัลด์ ฟอร์ด เผชิญเมื่อเดือนเมษายน ปี 2518  ตอนนั้นฟอร์ดประชุมฉุกเฉินกับทีมที่ปรึกษาด้านความมั่นคงแห่งชาติ หลังได้รับโน้ตสั้นๆ เตือนว่า "ไซ่ง่อนกำลังจะล่ม" ซึ่งมันก็เร็วกว่าที่คิด และฟอร์ดก็ตกอยู่ในสถานการณ์บังคับให้เร่งอพยพพลเมืองออกจากไซ่ง่อนภายใน 19 ชั่วโมง ที่ใช้เฮลิคอปเตอร์มากกว่า 80 ลำ แต่ละลำรับคนได้ 50 คน นำชาวอเมริกันและชาวเวียดนามบางคนไปยังเรือที่จอดรอในทะเลจีนใต้ เฮลิคอปเตอร์ที่ลงจอดทุก 10 นาที สร้างความหวังให้ชาวเวียดนามที่ปีนขึ้นไปบนรั้ว ด้วยความหวังว่าจะเป็นหนึ่งในผู้โชคดี 

ในครั้งนั้น มีผู้ได้รับการอพยพ 7,000 คน เป็นชาวเวียดนาม 5,500 คน อเมริกัน 1,500 คน อีกหลายร้อยคนถูกทิ้งไว้เบื้องหลัง ก่อนที่เวียดนามใต้จะยอมยกธงขาว ทำให้ชาวเวียดนามตกอยู่ภายใต้ระบอบคอมมิวนิสต์มาจนทุกวันนี้ ก่อนที่อีกกว่า 40 ปี ต่อมาประวัติศาสตร์ก็มาซ้ำรอยเดิมที่อัฟกานิสถาน เพียงแต่จำนวนชาวอัฟกันในวันนี้ อาจไม่ได้รับโอกาสเท่ากับชาวเวียดนามในวันนั้น และชะตากรรมของพวกเขาอาจเลวร้ายกว่าชาวเวียดนามหลายเท่า เพราะตาลีบันยืนยันว่าจะรื้อกฎหมายชารีอะฮ์กลับมาใช้อย่างแน่นอน 

นอกจากสหรัฐฯ สถานทูตของตะวันตกทุกแห่ง เหลือปฏิบัติการเดียวคือ การอพยพออกจากสนามบินในกรุงคาบูล อาคารของพวกเขาเหลือเพียงความว่างเปล่า แม้กระทั่งของรัสเซีย ปากีสถานและอิหร่าน ที่ไม่ได้ร่วมภารกิจกับกองกำลังสนธิสัญญาป้องกันแอตแลนติกเหนือ หรือ นาโต ก็ปิดทำการเช่นกัน 

ไม่อาจปฏิเสธได้ว่า การกลับมายึดครองอัฟกานิสถานของตาลีบัน เป็นผลมาจากการถอนทหารของสหรัฐฯและพันธมิตร ที่ตอกย้ำยุทธศาสตร์เดิมๆ ของสหรัฐฯ ที่ชอบเข้าไปจัดการปัญหาของตัวเองในดินแดนอื่น สร้างความเดือดร้อนให้ประชาชนในดินแดนนั้นๆ ไปทุกหย่อมหญ้า ไม่ว่าจะเป็นเวียดนาม อิรักและอัฟกานิสถาน เมื่อเห็นว่ายืดเยื้อและสูญเสียงบประมาณไปมากมาย ก็ทิ้งขว้าง โดยไม่แยแสว่า คนที่้ท้องถิ่นที่เคยทำงานให้ จะใช้ชีวิตที่เหลือกันต่อไปอย่างไร หรือที่ถูกคือ พวกเขาจะมีวันนั้นหรือไม่......

ข่าวล่าสุด