ขณะที่ ผศ.ดร.สุปราณี พันธุ์ธนวิบูลย์ หัวหน้าโครงการวิจัยฯ กล่าวว่า ผลการวิจัยการตรวจภูมิของผู้ที่ได้รับวัคซีนชิโนแวค ซึ่งทีมนักวิจัยคณะแพทยศาสตร์ มข.ได้ดำเนินการนั้นเป็นการศึกษาแอนติบอดี และทีเซลล์ของผู้ที่รับวัคซีนชิโนแวค ในกลุ่มเป้าหมาย คือแพทย์ พยาบาล บุคลากรทางการแพทย์และบุคลากรด่านหน้า จำนวน 335 คน โดยมีการเก็บข้อมูลจากการเจาะเลือดทั้งหมด 3 ครั้ง คือครั้งที่ 1 ก่อนฉีดวัคซีน ครั้งที่ 2 คือหลังจากฉีดวัคซีนเข็มแรก และครั้งที่ 3 หลังจากฉีดวัคซีนเข็ม 2 เป็นเวลา 1 เดือน ซึ่งกลุ่มตัวอย่างดังกล่าวที่ได้รับวัคซีนสามารถที่จะสร้างแอนติบอดี้ ที่จำเพาะต่อโปรตีนของเชื้อได้ถึงร้อยละ 89 หลังจากรับวัคซีนเข็มแรก และ หลังจากรับวัคซีนครบ 2 เข็ม สามารถตรวจวัดระดับปริมาณของแอนติบอดีที่จำเพาะได้ครบทุกคนในปริมาณที่แตกต่างกัน
“ จากผลการวิจัยสามารถที่ระบุได้ว่าการรับวัคซีนชิโนแวคครบ 2 เข็ม ทุกคนมีภูมิคุ้มกันโควิด-19 ซึ่งจากกลุ่มตัวอย่างทุกคนพบว่าวัคซีนชิโนแวคสามารถที่จะกระตุ้นให้เกิดแอนติบอดีได้ดี แต่การกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของทีเซลล์นั้นมีน้อย จึงแนะนำให้ผู้ที่ได้รับวัคซีนชิโนแวคครบ 2 เข็ม ควรได้รับการกระตุ้นทีเซลล์ด้วยวัคซีนชนิดอื่นที่ไม่ใช่รูปแบบเชื้อตาย เพื่อประสิทธิภาพการป้องกันโรคที่เพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะในภาวะที่มีการกลายพันธุ์ของเชื้อ เพราะระดับแอนติบอดี้ ที่สร้างขึ้นนั้นอาจไม่เพียงพอต่อการป้องกันสายพันธุ์ใหม่ได้ ดังนั้นการที่รัฐบาลกำหนดให้บุคลากรทางการแพทย์ บุคลากรด่านหน้า เป็นชุดแรกที่จะต้องได้รับการบูสเตอร์เข็ม 3 ด้วยไวรัสเวคเตอร์ และ mRNAโดยห่างจากการรับวัคซีนชิโนแวคครบ 3 เดือน จะเป็นการกระตุ้นภูมิด้านเซลล์ได้ดีอีกด้วย”
ข่าวโดย - พรพรรณ เพ็ชรแสน