“เพื่อไทย” เตรียมจัดหนัก “ประยุทธ์” ไม่ไว้วางใจด้านเศรษฐกิจ ชี้ ภาพจำ 6 ปัญหาที่กระทบประชาชน ภาวะกบต้ม บริหารด้วยการโดนด่า บริหารแบบรอวันเจ๊ง จัดลำดับความสำคัญไม่ได้ ปิดปากคนเห็นต่าง และ #ผนงรจตกม

วันนี้ (16 ส.ค.64) นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ด้านเศรษฐกิจ เปิดเผย ว่า พรรคร่วมฝ่ายค้านเตรียมยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี พร้อม 5 รัฐมนตรีที่บริหารงานผิดพลาดสร้างปัญหาทำให้คนเจ็บคนตายเป็นจำนวนมาก และสร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนทางด้านเศรษฐกิจอย่างหนักต่อ ประธานสภาฯ ในวันนี้ คณะทำงานเศรษฐกิจพรรคเพื่อไทย ได้เตรียม ส.ส. ที่มีความรู้ความชำนาญด้านเศรษฐกิจ อภิปรายจัดหนัก พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ ซึ่งเชื่อว่าประชาชนทุกคน เห็นได้ชัดเจนถึงความล้มเหลวในการบริหารประเทศของ พลเอกประยุทธ์ โดยเฉพาะทางด้านเศรษฐกิจ โดยมีภาพจำ 6 ปัญหา ดังนี้

 

1. ภาวะกบต้ม ตามทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์ที่มีอยู่จริงที่มีมากว่า 100 ปีแล้ว โดยกล่าวถึงภาวะเศรษฐกิจที่จะค่อยๆ ทรุดลงเรื่อยๆ เหมือนค่อยๆ เร่งไฟหม้อต้มกบ กบจะค่อยๆ ปรับตัวจนถูกต้มเดือดตาย ซึ่งภาวะกบต้มของไทยนี้เห็นได้ชัดเจนขึ้นทุกวัน ที่เศรษฐกิจไทยขยายตัวต่ำเตี้ยมาตลอด พอมาเจอวิกฤตโควิดจึงเหมือนเป็นการเร่งไฟหม้อกบต้ม คนเจ็บคนตายเป็นจำนวนมาก ธุรกิจเจ๊งกันมาก แถมยังไม่มีทิศทางจะฟื้นเศรษฐกิจได้เลย ไทยอยู่อันดับบ๊วยในการจัดอันดับประเทศ ที่จะฟื้นตัวช้าที่สุดในสื่อหลักญี่ปุ่น และบทความในสื่อนี้ ยังระบุชัดเจนว่าการที่ไทยไม่ฟื้นหรือฟื้นช้า หมายถึงความล้มเหลวในการบริหารประเทศตลอด 7 ปีที่ผ่านมา  ซึ่งแสดงถึงภาวะกบต้มอย่างชัดเจน

 

2. บริหารโดยการโดนด่า เรื่องนี้หากจำกันได้ตนเป็นคนแรกในการชี้ประเด็นนี้ โดยพลเอกประยุทธ์ ไม่เคยคิดหรือวางแผนล่วงหน้า ถูกด่าถึงจะคิดแก้ไข ตั้งแต่การล็อกดาวน์ในครั้งแรกและไม่คิดจะเยียวยาจนต้องโดนด่าถึงคิดเยียวยา พอเยียวยาก็เยียวยาไม่ทั่วถึง จนต้องโดนด่าถึงจะทำ กระทั่งปัจจุบันที่การบริหารจัดการวัคซีนยังมั่วมาก ยังต้องด่าถึงจะแก้ไข แต่ก็ยังเป็นปัญหาอยู่เลย นอกจากนี้ประชาชนยังเชื่อว่าการบริหารจัดการวัคซีนที่มั่วมากและผิดพลาดขนาดนี้ น่ามาจากเพราะมีผลประโยชน์และมีการทุจริตคอรัปชันเกี่ยวข้องด้วย

3. บริหารแบบรอวันเจ๊ง การที่พลเอกประยุทธ์ ขาดความรู้ความสามารถ ปล่อยประเทศและประชาชนตามยถากรรม ทุกวันนี้ยังไม่รู้เลยว่าจะต้องล็อกดาวน์นานเท่าไหร่ ถึงจะปลดล็อกดาวน์ได้ ประกาศจะเปิดประเทศใน 120 วัน โดยจะครบวันที่ 14 ตุลาคม ซึ่งคงเป็นไปไม่ได้แน่ แค่จะปลดล็อกดาวน์ในวันที่ 14 ตุลาคมก็ยังทำไม่ได้เลย ไม่รู้ว่าวัคซีนที่มีคุณภาพจะมาเมื่อไหร่  ถ้าไม่มีวัคซีนจะปลดล็อกได้อย่างไร คนติดไวรัสและคนตายจะลดลงไหม เศรษฐกิจจะพินาศขนาดไหน โดยคาดกันว่าการล็อกดาวน์จะทำความเสียหายถึงเดือนละ 3-4 แสนล้านบาทเป็นอย่างต่ำ เศรษฐกิจไทยน่าจะติดลบอีกในปีนี้หลังจากปีที่แล้วติดลบหนักแล้วถึง -6.1 % แล้วพลเอกประยุทธ์ จะฟื้นเศรษฐกิจได้อย่างไร ที่ผ่านมายังไม่เคยพิสูจน์เลยว่าทำได้ เปลี่ยนทีมเศรษฐกิจกี่ครั้งก็ยังล้มเหลว พลเอกประยุทธ์ เป็นหัวหน้าทีมเองยิ่งล้มเหลวหนักมากขึ้น ทุกวันนี้บริหารเหมือนรอวันเจ๊ง คิดได้แค่กู้เงินมาแจกไปเรื่อยๆ เพื่อเอาบุญเอาคุณกับประชาชน โดยประเทศไม่ได้พัฒนา หนี้สาธารณะพุ่งกระฉูด เป็นการยืมเงินของลูกหลานในอนาคตมาแจก อีกหน่อยลูกหลานก็ต้องตามใช้หนี้กันอาน

 

4. ไม่สามารถลำดับความสำคัญได้ หรืออาจจะเรียกได้ว่าเป็นผู้นำพิการทางความคิด เรื่องที่สำคัญควรเร่งทำก่อน กลับไม่ยอมทำ เรื่องการบริหารจัดการวัคซีนน่าจะเห็นชัดสุด กู้เงิน 1 ล้านล้านบาท แต่กลับไม่ยอมนำเงินไปซื้อวัคซีนที่มีคุณภาพ ทำให้เกิดการระบาดรอบใหม่คนเจ็บคนตายพุ่งขึ้นจำนวนมาก กู้เงินอีก 5 แสนล้านบาท ก็ยังไม่เห็นวัคซีนที่มีคุณภาพเข้ามาเลย วัคซีนไฟเซอร์ที่ได้รับบริจาคจากสหรัฐอเมริกามา บุคลากรทางการแพทย์ด่านหน้ากลับไม่ได้รับการฉีดให้ครบ ทหารกลับได้รับการฉีดวัคซีนไฟเซอร์ก่อน ขนาด รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขยังงงและยอมรับเอง และในขณะที่คนเจ็บคนตายจำนวนมาก เศรษฐกิจเจ๊งหนัก พลเอกประยุทธ์ ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กลับปล่อยให้กองทัพเรือเสนอเรื่องการจัดซื้อเรือดำน้ำเข้ามาขออนุมัติ แม้สุดท้ายจะถอนออกไปแต่ความจริงคือแค่คิดเสนอเข้ามาแต่แรกก็ผิดแล้ว แสดงถึงการจัดลำดับความสำคัญของเรื่องต่างๆ ไม่ได้เลย ซึ่งยังมีอีกหลายเรื่องที่พูดได้อีกมาก

5. ปิดปากคนเห็นต่าง เรื่องนี้ยังเป็นปัญหาอย่างมาก ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน หากจำกันได้สมัยที่เป็นเผด็จการ ได้เรียกผู้เห็นต่างจำนวนมากไปปรับทัศนคติ ซึ่งรวมถึงตนด้วยที่โดนเรียกไปถึง 12 ครั้ง จากการเตือนเรื่องเศรษฐกิจ ซึ่งต่อมาเศรษฐกิจก็ทรุดหนักและแย่จริง และหลังจากมีการเลือกตั้งแล้ว ก็ยังคงปิดปากผู้เห็นต่างตลอด มีการฟ้องดำเนินคดี เพื่อปิดปาก ดารา นักร้อง นักแสดง ที่ทนการบริหารที่ล้มเหลวไม่ได้ ต้องออกมา call out แม้กระทั่งพยายามจะปิดปากสื่อมวลชน แต่โชคดีที่ศาลตัดสินว่าเป็นคำสั่งที่มิชอบด้วยกฎหมาย แม้กระทั่งการชุมนุมเพื่อประท้วงความล้มเหลวที่พลเอกประยุทธ์ ล้มเหลวจริงยังถูกเจ้าหน้าที่ยิงด้วยกระสุนยางและแก๊สน้ำตา ถึงขนาดมีการลอบยิงจากที่สูง ซึ่งไม่ใช่ตามหลักการสากลตามที่อ้างไว้แน่นอน และล่าสุดผู้ประท้วงที่ยอมรับว่ากลับใจจากการเป็นสลิ่ม นายธนัตถ์ ธนากิจอำนวน หรือ ไฮโซลูกนัท ยังถูกยิงถึงกับทำให้ตาบอดเลย ซึ่งไม่มีใครสมควรจะโดนการกระทำอย่างรุนแรงเช่นนี้

 

6. #ผนงรจตกม หรือ ผู้นำโง่เราจะตายกันหมด ซึ่งต้องขอชื่นชมนักศึกษาที่ขึ้นป้ายนี้ในฟุตบอลประเพณีต้นปี 2563 เป็นการแสดงวิสัยทัศน์ของเด็กรุ่นใหม่ได้อย่างแม่นยำที่สุด ปัจจุบันความไม่ฉลาดของผู้นำทำให้คนเจ็บและคนตายเป็นจำนวนมาก ไม่ตายด้วนไวรัสโควิดก็ตายด้วยพิษเศรษฐกิจ #ผนงรจตกม จึงเป็นความจริงขึ้นทุกวัน และเป็นจริงขึ้นเรื่อยๆ เพราะไม่รู้ว่าเมื่อไหร่การเจ็บการตายจะลดลงหรือหยุดได้เลย ภายใต้การนำของพลเอกประยุทธ์

 

สรุป 6 ข้อนี้เป็นภาพจำปัญหาของผู้นำที่ประชาชนจำได้แม่น และยังคงเป็นอยู่ โดยที่พลเอกประยุทธ์ ยังไม่แก้ไขหรือแก้ไขไม่ได้ เพราะเป็นข้อจำกัดทางความรู้ความสามารถและปัญหาทางความคิดไปแล้ว ดังนั้น การอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งนี้ คาดหวังว่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลง รัฐบาลที่จะเข้ามาบริหารใหม่จะต้องทำตรงข้ามกับทั้ง 6 ข้อนี้ทั้งหมดคือ ต้องแก้ไขภาวะกบต้มนี้ให้ได้ เพื่อให้ประชาชนรอดพ้นจากวิกฤตไวรัสโควิดและวิกฤตเศรษฐกิจ ต้องคิดล่วงหน้าไม่ต้องให้โดนด่าก่อนถึงค่อยคิดทำ ต้องไม่บริหารแบบรอวันเจ๊ง เร่งแก้ไขไม่ปล่อยประเทศและประชาชนตามยถากรรมโดยต้องมีกำหนดระยะเวลาที่แน่นอน ต้องจัดลำดับความสำคัญของเรื่องจำเป็นว่าจะต้องทำก่อนหลังได้ เพื่อจะแก้ปัญหาและพัฒนาประเทศ และ สุดท้ายต้องมีผู้นำที่ฉลาดมานำประเทศ เพราะจะสอนคนที่ไม่ฉลาดให้ฉลาดคงเป็นไปไม่ได้ แต่ต้องเลือกเอาคนฉลาดมาบริหารประเทศ ประเทศไทยถึงจะรอดพ้นจากวิกฤตครั้งนี้ไปได้