"ทีดีอาร์ไอ" เผยแพร่บทความหัวข้อ “การลงทุนยกระดับสาธารณสุขให้ประเทศกลับสู่ปกติโดยเร็วและคุ้มค่าที่สุด” สะท้อนสถานการณ์จริงในไทย ยังห่างไกลต่อการเปิดประเทศ และประชาชนจะสามารถกลับมาทำกิจกรรมทางเศรษฐกิจได้ตามปกติ ภายใน 120 วัน

เกาะติดข่าวสาร >> Nation Online
logoline

บทความชิ้นนี้เขียนโดย ดร.เสาวรัจ รัตนคำฟู ผู้อำนวยการนโยบายนวัตกรรมเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ได้เผยแพร่บทความ ระบุว่า ความล่าช้าในการกลับสู่ภาวะปกติ จะส่งผลเสียหายต่อชีวิตของประชาชนจำนวนมาก และเกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจ เฉพาะเพียงรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติ ก็เสียหายไปกว่า 1.5 แสนล้านบาทต่อเดือนแล้ว เมื่อเทียบกับช่วงปกติตลอดหลายปีที่ผ่านมา

 

ประสบการณ์ของหลายประเทศ เช่น อังกฤษ อิสราเอล และสิงคโปร์ แสดงให้เห็นว่า เกณฑ์สำคัญในการกลับสู่ภาวะปกติจนสามารถเปิดประเทศได้คือ

 

1. ฉีดวัคซีนที่มีประสิทธิภาพสูงแก่ประชากรส่วนใหญ่ให้ครบสองเข็มอย่างน้อยร้อยละ 70

 

2. ควบคุมการแพร่ระบาดของโควิดได้ในระดับที่มีอัตราการเสียชีวิตต่อผู้ติดเชื้อต่ำ คือ ร้อยละ 0.1-0.2

 

3. รักษาอัตราผู้ป่วยโควิด-19 ที่ต้องอยู่ในห้องไอซียู ไม่เกิน 9 คนต่อประชากรหนึ่งล้านคน

 

แต่เมื่อดูตัวเลขของไทย จะพบความจริงว่า ยังห่างไกลจากระดับที่สามารถกลับสู่ภาวะปกติได้ และยากที่จะบรรลุเป้าหมายภายในเดือนตุลาคม 2564 ตามที่รัฐบาลประกาศว่าจะเปิดประเทศ

 

“ทีดีอาร์ไอ”ชำแหละไทยยังไร้แวว“เปิดประเทศ”

 

ตัวเลขสำคัญ คือ ประชากรที่ได้รับวัคซีน ปัจจุบันอยู่ที่ร้อยละ 21.9 และยังเป็นวัคซีนเข็มแรก แถมบางส่วนยังเป็นซิโนแวคที่ไม่ได้ถูกจัดเป็น “วัคซีนประสิทธิภาพสูง” อีกด้วย

 

อัตราการเสียชีวิตต่อผู้ติดเชื้อ ร้อยละ 0.86 ขณะที่อังกฤษอยู่ที่ 0.1 อิสราเอล 0.22 สิงคโปร์ 0.24

 

อัตราการเสียชีวิตต่อประชากรหนึ่งล้านคน ของไทยอยู่ที่ 2.26 ขณะที่อังกฤษ อยู่ที่ 0.65 อิสราเอล 0.68 และสิงคโปร์ 0.05

 

อัตราผู้ป่วยไอซียู ต่อประชากร 1 ล้านคน ของไทยอยู่ที่ 15.53 อังกฤษอยู่ที่ 8.35 อิสราเอล 4.94 และสิงคโปร์ 1.15

 

อัตราผลตรวจเป็นบวกต่อการตรวจทั้งหมด ไทยอยู่ที่ร้อยละ 23.1 อังกฤษร้อยละ 4.5 อิสราเอล ร้อยละ 2.6 และสิงคโปร์ ร้อยละ 0.2

 

(***ตัวเลขทั้งหมดเป็นค่าเฉลี่ย 7 วันย้อนหลัง และอังกฤษ หมายถึงสหราชอาณาจักร)

บทความของทีดีอาร์ไอ ยังเสนอให้รัฐบาลเร่งลงทุนทางสาธารณสุข 5 ด้าน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในการเปิดประเทศ และกลับสู่ภาวะปกติโดยเร็ว

 

ด้านที่ 1 เร่งลงทุนในการจัดหาวัคซีนที่มีประสิทธิภาพสูงโดยเร็วที่สุด รวมถึงยาฟาวิพิราเวียร์ พร้อมกระจายไปยังกลุ่มเป้าหมายให้ตรงจุดและโปร่งใส

 

รายงานของทีดีอาร์ไอ ชี้ว่า การจัดหาวัคซีนที่มีประสิทธิภาพสูงมาให้ได้โดยเร็ว เป็นการลงทุนที่คุ้มค่ามากในเชิงเศรษฐกิจ เพราะนอกจากจะช่วยลดการสูญเสียชีวิตของคนไทยจำนวนมากได้แล้ว ยังน่าจะสามารถคืนทุนได้ในเวลาไม่กี่เดือนที่สามารถเปิดประเทศรับนักท่องเที่ยวต่างชาติกลับมาได้ และแม้กระทั่งนักท่องเที่ยวต่างชาติจะยังไม่กลับมาเท่ากับในช่วงก่อนโควิด-19 เราก็จะสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างเกือบปกติ ซึ่งจะทำให้เศรษฐกิจในประเทศและภาคการส่งออกยังเดินหน้าต่อไปได้

 

ด้านที่ 2 ในระหว่างที่การจัดหาวัคซีนยังทำได้ช้า ควรลงทุนเพิ่มศักยภาพในการตรวจเชิงรุกขนานใหญ่ เพื่อกักตัวผู้ติดเชื้อและควบคุมการแพร่ระบาด ซึ่งจะลดความสูญเสียชีวิตและความเสียหายทางเศรษฐกิจมหาศาล

 

วิธีการ มีทั้งเร่งตรวจหาเชื้อเชิงรุกและเพิ่มจุดตรวจ / แจกอุปกรณ์ตรวจสอบเบื้องต้น โดยเฉพาะ ATK ให้กับสถานประกอบการ โดยเฉพาะเอสเอ็มอี หรือในกิจการที่พนักงานไม่สามารถทำงานที่บ้านได้

 

ด้านที่ 3 กักแยกตัวและรักษาผู้ติดเชื้อโดยเร็ว โดยเฉพาะผู้ที่อาศัยในชุมชนแออัดและผู้ไร้บ้าน เพื่อจำกัดการแพร่เชื้อในวงกว้างให้มากที่สุด

 

“ทีดีอาร์ไอ”ชำแหละไทยยังไร้แวว“เปิดประเทศ”

 

ด้านที่ 4 เพิ่มค่าตอบแทนบุคลากรทางการแพทย์และเจ้าหน้าที่ด่านหน้า และมีมาตรการป้องกันความเสี่ยงให้แก่บุคลากรทางการแพทย์และเจ้าหน้าที่ด่านหน้าและครอบครัว โดยเฉพาะการจัดหาวัคซีนประสิทธิภาพสูงให้กับ “ด่านหน้า”

 

ด้านที่ 5 เพิ่มจำนวนเจ้าหน้าที่หรืออาสาสมัครดูแลผู้ป่วยที่แยกกักตัวที่บ้าน หรือ Home Isolation และในสถานที่แยกกักผู้ป่วยในชุมชน หรือ Community Isolation

 

สำหรับแหล่งเงินที่จะนำมาใช้ในการลงทุนด้านสาธารณสุขทั้ง 5 ด้าน ดร.เสาวรัจ ผู้เขียนบทความ ชี้ว่า สามารถดึงเงินจาก พ.ร.ก.เงินกู้ 5 แสนล้านบาทที่เพิ่งออกในปี 64 งบกลางของปีงบประมาณ 2564 และงบกลางของปีงบประมาณ 2565 คาดว่าจะมีเม็ดเงินอย่างน้อย 1.34 แสนล้านบาท เพื่อให้ประเทศไทยสามารถกลับสู่ปกติหรือเกือบปกติได้โดยเร็วที่สุด

 

“ทีดีอาร์ไอ”ชำแหละไทยยังไร้แวว“เปิดประเทศ”