บทความชิ้นนี้เขียนโดย ดร.เสาวรัจ รัตนคำฟู ผู้อำนวยการนโยบายนวัตกรรมเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ได้เผยแพร่บทความ ระบุว่า ความล่าช้าในการกลับสู่ภาวะปกติ จะส่งผลเสียหายต่อชีวิตของประชาชนจำนวนมาก และเกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจ เฉพาะเพียงรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติ ก็เสียหายไปกว่า 1.5 แสนล้านบาทต่อเดือนแล้ว เมื่อเทียบกับช่วงปกติตลอดหลายปีที่ผ่านมา
ประสบการณ์ของหลายประเทศ เช่น อังกฤษ อิสราเอล และสิงคโปร์ แสดงให้เห็นว่า เกณฑ์สำคัญในการกลับสู่ภาวะปกติจนสามารถเปิดประเทศได้คือ
1. ฉีดวัคซีนที่มีประสิทธิภาพสูงแก่ประชากรส่วนใหญ่ให้ครบสองเข็มอย่างน้อยร้อยละ 70
2. ควบคุมการแพร่ระบาดของโควิดได้ในระดับที่มีอัตราการเสียชีวิตต่อผู้ติดเชื้อต่ำ คือ ร้อยละ 0.1-0.2
3. รักษาอัตราผู้ป่วยโควิด-19 ที่ต้องอยู่ในห้องไอซียู ไม่เกิน 9 คนต่อประชากรหนึ่งล้านคน
แต่เมื่อดูตัวเลขของไทย จะพบความจริงว่า ยังห่างไกลจากระดับที่สามารถกลับสู่ภาวะปกติได้ และยากที่จะบรรลุเป้าหมายภายในเดือนตุลาคม 2564 ตามที่รัฐบาลประกาศว่าจะเปิดประเทศ
ตัวเลขสำคัญ คือ ประชากรที่ได้รับวัคซีน ปัจจุบันอยู่ที่ร้อยละ 21.9 และยังเป็นวัคซีนเข็มแรก แถมบางส่วนยังเป็นซิโนแวคที่ไม่ได้ถูกจัดเป็น “วัคซีนประสิทธิภาพสูง” อีกด้วย
อัตราการเสียชีวิตต่อผู้ติดเชื้อ ร้อยละ 0.86 ขณะที่อังกฤษอยู่ที่ 0.1 อิสราเอล 0.22 สิงคโปร์ 0.24
อัตราการเสียชีวิตต่อประชากรหนึ่งล้านคน ของไทยอยู่ที่ 2.26 ขณะที่อังกฤษ อยู่ที่ 0.65 อิสราเอล 0.68 และสิงคโปร์ 0.05
อัตราผู้ป่วยไอซียู ต่อประชากร 1 ล้านคน ของไทยอยู่ที่ 15.53 อังกฤษอยู่ที่ 8.35 อิสราเอล 4.94 และสิงคโปร์ 1.15
อัตราผลตรวจเป็นบวกต่อการตรวจทั้งหมด ไทยอยู่ที่ร้อยละ 23.1 อังกฤษร้อยละ 4.5 อิสราเอล ร้อยละ 2.6 และสิงคโปร์ ร้อยละ 0.2
(***ตัวเลขทั้งหมดเป็นค่าเฉลี่ย 7 วันย้อนหลัง และอังกฤษ หมายถึงสหราชอาณาจักร)