ทั้งนี้ นอกเหนือจากการท่องเที่ยวแล้ว ภาครัฐและเอกชนกำลังหารือกันในการจัดกิจกรรมอื่น ๆ เพิ่มเติม เช่น การแข่งขันกีฬา การจัดประชุมสัมมนา และอาจจะมี Big Event ประมาณปลายปี แต่การจัดกิจกรรมเหล่านี้ได้ จะต้องมีมาตรการคัดกรองที่ดี และทุกคนต้องช่วยกันจึงจะประสบความสำเร็จ
“สิ่งที่ต้องช่วยกันผลักดันในขณะนี้ คือการรับรองวัคซีนสปุตนิกจาก WHO หรือ อย. เพราะเป็นวัคซีนที่นักท่องเที่ยวจากรัสเซียและกลุ่มประเทศ CIS ได้รับ และนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้มีความต้องการเดินทางมายังประเทศไทยเป็นจำนวนมาก ซึ่งจะเป็นแหล่งรายได้ที่สำคัญเพิ่มเติมให้กับประเทศไทย โดยขณะนี้มีเที่ยวบินจากมอสโคไปยังอียิปต์ถึงวันละ 40 เที่ยวบิน หากไทยได้นักเที่ยวกลุ่มนี้เพิ่มเติม ก็จะช่วยให้ภาคการท่องเที่ยวฟื้นตัวได้เร็วขึ้น นอกจากนี้ ยังได้มีการพูดคุยกับกงสุลรัสเซียว่าต้องการบริจาควัคซีนให้กับประเทศไทยเบื้องต้นประมาณ 1 แสนโดส เพื่อเป็นวัคซีนเข็มที่ 3 ให้กับภูเก็ต ซึ่งจะยิ่งเพิ่มความมั่นใจให้กับนักท่องเที่ยวในการเดินทางเข้าสู่ภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์มากยิ่งขึ้น”
สำหรับการขยายผลใน โครงการสมุยพลัส (เกาะสมุย เกาะพะงัน เกาะเต่า) ซึ่งรับนักท่องเที่ยวต่อจากภูเก็ต ก็ถือว่าเป็นไปได้ด้วยดี โดยที่ เกาะสมุย มีผู้ได้รับวัคซีนเข็มแรกแล้วประมาณ 97% พะงัน 123% เกาะเต่า 128% หมายความว่า มีผู้ได้รับวัคซีนที่อยู่นอกเหนือจากทะเบียนบ้านได้รับวัคซีนด้วย สิ่งนี้จะเป็นภูมิคุ้มกันที่ดีให้กับการดำเนินธุรกิจ
นอกจากนั้น ภาครัฐและเอกชนต่างก็กำลังร่วมกันดำเนินการ และทบทวนมาตรการต่าง ๆ เพิ่มเตรียมขยายผลไปยังพังงาและกระบี่ เพื่อเพิ่มเม็ดเงินจากการท่องเที่ยวให้มากยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตาม การฟื้นตัวของภาคท่องเที่ยวทั้งประเทศอาจต้องใช้เวลาพอสมควร เนื่องจากการกระจายวัคซีนในขณะนี้ ยังไม่เร็วพอ คาดว่าอาจจะประมาณปลายปี 2565 ถึงต้นปี 2566 การท่องเที่ยวของประเทศจึงจะกลับมาได้เป็นปกติ