ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมฯ เตือนข่าวปลอม “นัดฉีดวัคซีน ซิโนฟาร์ม ต้องเสียค่าใช้จ่าย” เผยตรวจสอบแล้ว หลังมีผู้นำคูปองมาใช้ พบของปลอม ไม่ใช่ของรพ.ศิริราช  เตือนผู้ไม่ประสงค์ดีฉวยโอกาสจัดทำใบนัดปลอม-เรียกเก็บเงิน หากหลงเชื่อนำมาใช้จะไม่ได้รับการฉีดวีคซีน 

วันที่ 13 สิงหาคม  พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้รับการยืนยันจากศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประเทศไทย กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ว่ามีการตรวจพบข่าวปลอมเพิ่มเติม 1 กรณี คือ กรณีนัดฉีดวัคซีนยี่ห้อ Sinopharm ที่รพ.ศิริราช ต้องเสียค่าใช้จ่าย นั้น ทางศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประเทศไทย กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ได้ตรวจสอบกับคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ยืนยันว่าเป็นข่าวปลอม

จากกรณีที่มีผู้มารับบริการฉีดวัคซีนยื่นคูปองฉีดวัคซีนตามในรูป ที่จุดบริการฉีดของรพ.ศิริราช ทางคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาลได้ตรวจสอบ และได้ชี้แจงว่า คูปองดังกล่าวเป็นของปลอม ไม่ใช่คูปองที่จัดทำขึ้นโดย รพ.ศิริราช และเมื่อสอบถามหาที่มาของคูปอง พบว่าได้คูปองมาจากเพื่อนหลานสาว ที่นำมาขายให้หลานสาวตน

 

โดยตามที่ รพ.ศิริราชให้บริการฉีดวัคซีนโควิด-19 แก่ประชาชนทั่วไป และผู้ป่วย 7 กลุ่มโรคเสี่ยง ของรพ.ศิริราช โดยสามารถจองวัน และเวลาการฉีดวัคซีนโควิด-19 ผ่านแอพพลิเคชัน Siriraj Connect รวมทั้งมีการออกใบนัดฉีดวัคซีนสำหรับบุคลากรของคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล และประชาชน กลุ่มเป้าหมาย ซึ่งการฉีดวัคซีนโควิด-19 รพ.ศิริราชไม่มีการเรียกเก็บค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้นจากผู้รับบริการ

 

อย่างไรก็ตามขอเตือนประชาชนให้ระวังผู้ไม่ประสงค์ดี ฉวยโอกาสจัดทำใบนัดสำหรับฉีดวัคซีนปลอม พร้อมเรียกเก็บค่าใช้จ่ายในการฉีดวัคซีน ซึ่งหากมีการเรียกเก็บค่าใช้จ่ายสำหรับใบนัดฉีดวัคซีน กรุณาอย่าหลงเชื่อ เพราะเมื่อท่านมาที่โรงพยาบาลศิริราชด้วยใบนัดฉีดวัคซีนปลอม ท่านก็จะไม่ได้รับการฉีดวัคซีนใด ๆ ทั้งสิ้น

 

ดังนั้นขอให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อข้อมูลดังกล่าว และขอความร่วมมือไม่ส่ง หรือแชร์ข้อมูลดังกล่าวต่อในช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ต่าง ๆ และเพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลข่าวสารจากคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล สามารถติดตามได้ที่เว็บไซต์ www.si.mahidol.ac.th/th หรือโทร 02 4199111, 02 4199222

 รองโฆษกตร. กล่าวว่า การผลิตข่าวปลอม สร้างข่าวบิดเบือน ทำให้ประเทศชาติเสียหาย ประชาชนสับสน เป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ มาตรา 14(2),(5) มีอัตราโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือ ปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และอาจเข้าข่ายความผิดตามพ.ร.ก.ฉุกเฉิน รวมทั้งกฎหมายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะดำเนินการตามกฎหมายกับผู้ที่ผลิตข่าวปลอมและผู้ที่เผยแพร่ทุกรายอย่างเด็ดขาดจริงจังและต่อเนื่องต่อไป