ตลอดช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมากับการเคลื่อนไหวของม็อบ ที่ออกมารวมตัวท้าทายกฎหมายรวมถึงกดดันรัฐบาล ผ่านวาทกรรมต่างๆ นานา เพื่อหวังปลุกมวลชนให้ออกมาแสดงพลังเชิงสัญญะ สะท้อนผ่านการชุมนุมแต่ละจุดในพื้นที่กรุงเทพ

สถานการณ์การชุมนุมมีข้อสังเกตที่น่าสนใจ คือ 

 

1.ตั้งแต่ต้นเดือนสิงหาคมเป็นต้นมา ม็อบเปิดฉากกดดันรัฐบาลถี่ขึ้น ตามยุทธศาสตร์ที่วางเอาไว้ คือรัฐบาลแก้โควิดไม่ได้ ทำคนเดือดร้อนเป็นวงกว้าง จึงจัดชุมนุมถี่ เพื่อตอกย้ำความล้มเหลวของรัฐบาล และเรียกมวลชนหน้าใหม่ๆ ออกมาชุมนุม

 

2.กระแสและ "วาทกรรม" ที่ปูเรื่อง บิลท์อารมณ์มาตลอด เริ่มเห็นผล และถูกนำมาใช้อย่างไม่ขัดเขิน ส่งผลทางจิตวิทยาให้คนคล้อยตาม เช่น รัฐบาลฆาตกร ทรราชย์ ทั้งๆ สถานการณ์จริง และโดยกฎหมาย อาจไม่ได้เลวร้ายถึงขั้นนั้น แต่วาทกรรมเหล่านี้กลายเป็นคำธรรมดา ที่ใช้กันซ้ำๆ สร้างความเคยชินให้กับคนทั่วไป แม้ไม่ได้มาร่วมม็อบ แต่ก็เชื่อคล้ายๆ กับที่แกนนำม็อบชี้นำ

 

3.มีสัญญาณการเปลี่ยนแปลงในระดับนำและยุทธศาสตร์ของม็อบ โดยเฉพาะแกนนำรุ่นเด็ก หรือคนรุ่นใหม่ งดออกร่วมกิจกรรม "ม็อบ 7 สิงหาฯ" จากนั้นก็ทยอยเข้ามอบตัว ซึ่งชัดเจนอยู่แล้วว่า ต้องเข้าคุก ถูกถอนประกัน ทำให้ "ม็อบ 10 สิงหาฯ" ไม่มีแกนนำรุ่นใหม่คนสำคัญ 

 

แกนนำเด็กนั่งดู...ม็อบไล่ลุงตู่ยุค“ผลัดใบ” 

-เกิดคำถามว่า แกนนำม็อบรุ่นใหม่ "สั่งได้" ใช่หรือไม่ เพราะสอดคล้องกับที่ "พี่โทนี่" โทนี่ วู้ดซั่ม หรืออดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร แสดงท่าทีชัดเจนว่าไม่เห็นด้วยกับ "ม็อบบุกวัง" 

 

-"เสี่ยเต้น" ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำ นปช. และอดีตรัฐมนตรีช่วยพาณิชย์ ประกาศไม่ไปร่วมม็อบบุกวัง ส่งสัญญาณเลิกดันเพดาน ก่อนจะสำทับด้วย "พี่โทนี่" ซึ่งก็เป็นที่รู้กันดีกว่า "พี่โทนี่" กับ "เสี่ยเต้น" เป็นเนื้อเดียวกันหรือไม่ 

 

-แกนนำรุ่นเด็กทยอยเข้าเรือนจำ คล้ายส่งสัญญาณว่าม็อบจะปรับยุทธศาสตร์ใหม่ คือ เลิกดันเพดาน แล้วหันมาใช้แกนนำมืออาชีพนำม็อบแทน 

 

4.ช่วงการเปลี่ยนผ่านแกนนำรุ่นเด็ก เป็นแกนนำรุ่นใหญ่ การชุมนุมถูกจัดวางให้คนเบื่อหน่าย ใช้วัยรุ่นฮาร์ดคอร์ กลุ่มช่างกล และเด็กแว้นออกป่วน ทำให้สังคมรวมถึงต่างประเทศมอง คล้ายเมืองไทยกำลังเกิดมิคสัญญี รัฐบาลควบคุมไม่ได้ แรงเหวี่ยงจะยิ่งกลับไปที่รัฐบาล 

 

การชุมนุมปิดถนน ปิดการจราจร หรือสร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนทั่วไปแบบนี้ แตกต่างจากยุค กปปส. หรือ  พันธมิตรฯ ที่ชุมนุมปิดยืดเยื้อปิดสถานที่ เพราะตอนนั้นคนบางส่วน โดยเฉพาะกลุ่มหาเช้ากินค่ำ กลุ่มแท็กซี่ ลูกจ้าง แรงงาน ไม่ชอบม็อบ เนื่องจากกระทบกับชีวิตและการหารายได้ ขณะที่บ้านเมืองในภาพใหญ่ไม่ได้มีปัญหา 

 

แต่การกระทำของม็อบในปัจจุบัน เป็นยุคที่คนหาเช้ากินค่ำไม่มีงาน กลุ่มแท็กซี่ ลูกจ้าง แรงงาน ลำบากและอดอยากอยู่แล้ว คนชั้นกลาง คนชั้นสูง เบื่อหน่ายรัฐบาล เพราะแก้โควิด จัดหาวัคซีนได้ไม่เร็วทันใจ ยิ่งมีการชุมนุม คนยิ่งด่ารัฐบาล 

 

แกนนำเด็กนั่งดู...ม็อบไล่ลุงตู่ยุค“ผลัดใบ” 

 

 

5.หลังจากนี้การชุมนุมจะเน้นคุณภาพ เน้นจำนวน และแสดงพลังเป็นระยะ โดยมีแกนนำรุ่นใหญ่มารับไม้ต่อ ทั้ง "เสี่ยเต้น" ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ทั้ง "ตู่" จตุพร พรหมพันธุ์ อดีตประธาน นปช. ที่กำลังจะออกจากเรือนจำ มานำม็อบต่อในอีกไม่นานนี้ 

 

นี่คือทิศทางของม็อบในระยะต่อไป ซึ่งสวนทางกับที่ฝ่ายความมั่นคงบางส่วนมองว่า การที่ม็อบแสดงพฤติกรรมป่วนเมือง เผาทรัพย์สินของทางราชการ และมีแนวโน้มใช้ความรุนแรง จะได้ไม่รับการยอมรับจากสังคม โดยเฉพาะการพยายามพาดพิงสถาบันหลักของชาติที่ยังมีอยู่

 

ไม่เฉพาะสถาบันพระมหากษัตริย์ แต่ยังรวมไปถึงสถาบันศาล และกองทัพ เหล่านี้จะทำให้กระแสตีกลับ และประชาชนส่วนใหญ่ไม่สนับสนุน กลายเป็นต่ออายุรัฐบาลลุงตู่ให้อยู่ไปเรื่อยอีกต่างหาก 

 

ก็ต้องรอดูว่า ยุทธศาสตร์และแนววิเคราะห์ของฝ่ายใดจะถูกต้อง