นายชัยวัฒน์ เปิดเผยว่า ได้อ่านและศึกษาคำคัดค้านของ อ.ก.พ.กระทรวงทรัพย์ฯ มีประเด็นหลักๆ คือ
1. พิจารณาตามอำนาจหน้าที่ตามกฏหมาย ป.ป.ท. มาตรา 40
2. ใช้/นำเอกสารในวาระประชุมในการพิจารณาเรื่องนี้ แนบมาในคำคัดค้าน
จากเอกสารหนังสือคำคัดค้านของ อ.ก.พ.กระทรวงทรัพย์ฯ ข้อ (1) ขณะนี้นายชัยวัฒน์ฯ ได้ขอความเป็นธรรมไปยัง อัยการภาค 7 และทราบว่า ป.ป.ท. ไม่ได้แจ้งข้อหานายชัยวัฒน์ ตาม ม 217, 218 คือวางเพลิงเผาทรัพย์บ้านนายคออี้ มิมิ และพวกรวม 6 คน แจ้งความเฉพาะมาตรา 157
นายชัยวัฒน์ บอกว่า จึงขอความเป็นธรรม ก.พ.ค.เนื่องจาก นายชัยวัฒน์ฯ ได้ปฏิเสธและได้แย้งมาตลอดว่า ไม่มีเจ้าหน้าที่ผู้ใดไปเผาเพิงพักนายคออี้ และผู้ฟ้องคดีในศาลปกครองทั้ง 6 และนายชัยวัฒน์ฯ ก็ไม่ได้ไปที่บ้านนายคออี้ และยังมีพยานหลักฐาน ยื่นยันชัดเจนรวมถึง นายนิรันด์ พงศ์เทพ ผู้ใหญ่บ้านบางกลอย ซึ่งเป็นคนไปรับนายคออี้ มาจากห้วยสามแพร่ง ภายในเขตอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน ก็ยังมีตัวตนและมีคลิปภาพ และคำสัมภาษณ์นายนิรันดร์ เป็นหลักฐาน ด้วย
นอกจากนี้ นายนิรันดร์ ยังให้การด้วยว่า ในวันนั้น นายชัยวัฒน์ ไม่ได้ไปรับปู่คออี้ด้วย และไม่มีการเผาบ้านนายคออี้ แต่อย่างใด
ส่วนข้อ(2) ในเอกสารการประชุม อ.ก.พ.กระทรวงทรัพย์ฯ มีคณะกรรมการแย้ง/ไม่เห็นด้วย ต่อที่ประชุม อ.ก.พ.กระทรวงทรัพย์ฯ เพราะหนังสือ ป.ป.ท.ที่ชี้มูล มีเพียง 22 แผ่น และไม่มีรายละเอียดพฤติการณ์ทำผิดอย่างไร
ความเห็นแย้งใน คณะกรรมการอ.ก.พ.กระทรวงทรัพย์ฯ เห็นว่า ความผิดที่นายชัยวัฒน์ฯ ควรได้รับโทษวินัย ก็ไม่ควรถึงให้ออกจากราชการ เพียงแค่ไม่ได้ดำเนินการ ตามมาตรา 22 ในข้อระเบียบเท่านั้น
ด้วยเหตุว่า พื้นที่ที่ดำเนินการ มีทั้งกองกำลังติดอาวุธ และยังเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ซึ่งมีทั้งชนเผ่าที่มาจากประเทศเพื่อนบ้าน
ประการต่อมา คดีที่นายคออี้ มิมิ ฟ้องศาลปกครอง ผู้ถูกฟ้องเป็นจำเลยมีเพียง กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช และ กระทรวงทรัพย์ฯ เท่านั้น ไม่ได้ฟ้องนายชัยวัฒน์ฯ และนายชัยวัฒน์ฯ ไม่ได้มีโอกาส ได้แก้ต่างโดยตรงกับคำฟ้องคดี เลย