การแข่งขันกีฬาโอลิมปิก 2020 ในปีนี้ มีสิ่งที่เหนือความคาดหมายคือ การทำลายสถิติกันอย่างถล่มทลายในวงการกรีฑา และถูกมองว่า เป็นเพราะความไฮเทคของ "sport wear" เช่น รองเท้าไนกี้ ที่อาจนำไปสู่การ "ห้ามใช้" ในอนาคต

ผู้เชี่ยวชาญในแวดวงกีฬา พากันมองข้ามเรื่อง "สารกระตุ้น" ที่สร้างความได้เปรียบให้นักกีฬาที่เข้าแข่งขันในระดับสากลไปแล้ว เพราะมี "เทคโนโลยีทางเลือก" ที่เหล่าผู้ผลิตเครื่องกีฬาแบรนด์ดังต่างๆ คิดค้นขึ้นมาเพื่อเพิ่มศักยภาพให้ผู้สวมใส่ เช่น รองเท้าใส่วิ่ง "Nike Air Zoom Maxfly" ที่เบากว่าและรองรับแรงกระแทกได้ดีกว่า ที่เชื่อว่า ช่วยปรับปรุงศักยภาพของนักกีฬา จนทำลายสถิติถล่มทลายในการแข่งขันโอลิมปิกที่โตเกียว และบรรดาผู้บริหารระดับสูงในวงการกีฬากำลังเผชิญแรงกดดันอย่างหนัก ให้ "แบน" รองเท้า "super-shoes" มาตั้งแต่ก่อนที่โอลิมปิกจะเปิดฉากขึ้นด้วยซ้ำ

 

สถิติโอลิมปิกถูกทำลายด้วยรองเท้าวิ่งไฮเทค?

คาร์สเทน วอร์โฮล์ม นักกรีฑาทีมชาตินอร์เวย์ ที่คว้าเหรียญทองหลังสร้างสถิติโลกใหม่วิ่งข้ามรั้ว 400 เมตร ด้วยเวลา 45.94 วินาที โดยไม่ได้สวมรองเท้าไฮเทค ได้วิจารณ์รองเท้าของไนกีว่า เหมือนอยู่บน "แทรมโปลีน" และทำลายความน่าเชื่อถือของกีฬาลู่และลาน เขายังพูดถึง ไร เบนตามิน คู่แข่งชาวอเมริกันว่า "วิ่งอยู่บนอากาศ" หลังคว้าเหรียญเงินหลังทำเวลาได้  46.17 วินาที ทำลายสถิติโลกเดิม คือ 46.70 วินาที เช่นกัน และบอกด้วยว่า เบนจามินมีทุกอย่างในรองเท้าที่เขา "เกลียด"

 

 

สถิติโอลิมปิกถูกทำลายด้วยรองเท้าวิ่งไฮเทค?

วอร์โฮล์ม บอกว่า สวมรองเท้า "Puma EvoSpeed Future Faster" ออกแบบโดยทีม "Mercedes F1" ราคา 236 ดอลลาร์ ส่วนเบนจามินสวมรองเท้า "Nike Maxfly" ราคา 229 ดอลลาร์ ซึ่งผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า "ความเร็วในปัจจุบันที่นักกีฬาสมัยใหม่ทำได้ เทียบไม่ได้กับความเร็วในอดีต อันเนื่องมาจากการเพิ่มประสิทธิภาพของเทคโนโลยี" และรองเท้าของไนกี โดยเฉพาะ "Nike's Vaporfly" ถูกจับตามาตั้งแต่โอลิมปิก 2016 ที่นครริโอ เด จาเนโร ของบราซิล ที่นักกีฬาที่คว้าเหรียญจากการแข่งขันวิ่งมาราธอน สวมใส่กันทุกคน และเทคโนโลยีนี้ยังพัฒนามาใช้ในการแข่งขันวิ่งตั้งแต่ปี 2018 เป็นต้นมา ซึ่งผู้เชี่ยวชาญคาดการณ์ว่ารองเท้ารุ่นนี้ช่วย "ประหยัดพลังงานการวิ่ง" ของนักกีฬาที่ได้รับการฝึกฝนมาอย่างดี 4% เมื่อเทียบกับรองเท้าปกติ และปรับปรุงศักยภาพของนักกีฬาได้ถึง 3%