ลำพูน – โกดังรับซื้อลำไย เผยกรณีจีนพบเพลี้ยแป้งในลำไย คาดเกิดจากการเร่งส่งออกเมื่อช่วงต้นปี ขณะนี้อยู่ระหว่างเจรจาแก้ไขปัญหาและจัดทำแผนการบริหารจัดการส่งออกลำไยให้จีนพิจารณาอีกครั้ง แนะแก้ไขได้ตั้งแต่ต้นทางด้วยการให้เกษตรกรมีความรู้การผลิตลำไยเพื่อส่งออก

        เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2564 นายมาโนช ไชยสุวรรณ เจ้าของโกดังอู๊ด-ราณี ผู้รับซื้อลำไยสดเพื่อการส่งออก เปิดเผยว่า จากกรณีที่ทางสาธารณรัฐประชาชนจีนได้แจ้งเตือนตรวจพบ เพลี้ยแป้งซึ่งเป็นศัตรูพืชควบคุมติดไปกับลำไยสด กับ 66 บริษัทที่ทำการส่งออก แบ่งเป็นบริษัทส่งออกในพื้นที่จังหวัดจันทรบุรี 29 แห่ง จังหวัดลำพูน 26 แห่ง และ ที่จังหวัดเชียงใหม่ 11 แห่ง รวมเกษตรกรประมาณ 100 แปลง จึงขอให้ผู้ประกอบการโรคคัดบรรจุลำไยเพิ่มความเข้มงวดในการคัดบรรจุลำไย และต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดอย่างเคร่งครัด

"ล้งลำไย"ลุ้นจีนผ่อนปรนปัญหาเพลี้ยแป้ง

             โดยระบุให้ผู้ประกอบการโรคคัดบรรจุลำไย แจ้งให้เกษตรกรผู้ปลูกลำไย กำจัดคัดแยกเพลี้ยแป้งรวมถึงศัตรูพืชก่อนนำมาส่งให้โรคคัดบรรจุทุกตะกร้า ทั้งนี้การบรรจุลำไยลงในตะกร้าต้องไม่มีดินใบและกิ่ง ก้านติดผลยาวไม่เกิน 15 เซนติเมตร ขณะเดียวกันผู้ประกอบการโรคคัดแยกต้องมีระบบกำจัดเพลี้ยแป้งและศัตรูพืชภายในโรงคัดบรรจุ และต้องติดสติ๊กเกอร์ให้เป็นไปตามข้อกำหนดขนาดไม่ต่ำกว่า 5x7เซนติเมตรทุกตะกร้า

              สำหรับพื้นที่การปลูกลำไยในจังหวัดลำพูน มีอยู่ประมาณ 340,000 ไร่ มีเพียงร้อยละ 14 เท่านั้นที่ได้รับมาตรฐาน GAP จากกรมวิชาการเกษตร เพื่อใช้เป็นมาตรฐานการส่งออก ขณะเดียวกันผู้ประกอบการส่งออกจะต้องได้รับมาตรฐาน GMP ด้วยเช่นกัน สำหรับกรณีที่มีการแจ้งเตือนการพบเพลี้ยแป้งติดไปกับลำไยนั้น ต้องหาแนวทางการแก้ไขปัญหาร่วมกัน

               ขณะนี้ทางกรมวิชาการเกษตร กำลังอยู่ระหว่างการเจรจาแก้ไขปัญหา โดยทำแผนการผลิต และป้องกันเพื่อให้ทางสาธารณรัฐประชาชนจีนพิจารณาอีกครั้ง ส่วนเพลี้ยแป้งที่หลุดออกไปเชื่อว่าเกิดจากในช่วงต้นปี มีการส่งลำไยเป็นจำนวนมาก ทำให้ผู้ประกอบการเร่งบรรจุลำไยเพื่อการส่งออก และขาดการตรวจสอบอย่างละเอียดซึ่งอาจจะหลุดลอดออกไปในช่วงนั้น

"ล้งลำไย"ลุ้นจีนผ่อนปรนปัญหาเพลี้ยแป้ง

            อย่างไรก็ตามการแก้ไขปัญหาเรื่องเพลี้ยแป้งให้ได้ผลดีที่สุดคือการแก้ไขตั้งแต่ต้นทางคือ เกษตรกรผู้ปลูกต้องมีความรู้ด้านการส่งออก ตามมาตรฐานที่กำหนด และต้องดำเนินการอย่างเคร่งครัด เนื่องจากจะให้ทางผู้ประกอบการดำเนินการตรวจสอบทั้งหมดจะเกิดความล่าช้า ไม่ทันต่อความต้องการ จึงต้องเร่งสร้างความเข้าใจให้กับเกษตรกรผู้ปลูกให้เห็นถึงความสำคัญในการผลิตลำไยให้ได้มาตรฐานตามที่กำหนด

            นายมาโนช กล่าวว่า สำหรับสถานการณ์การรับซื้อลำไยของโกดังตนเองนั้น ขณะนี้รับซื้อเฉพาะสวนที่เข้าไปตรวจสอบและเหมาสวนที่สามารถควบคุมการผลิตได้เท่านั้น นอกจากนั้นยังรับซื้อเกษตรกรในพื้นที่อีกประมาณ 5 ราย ที่ยังคงส่งลำไยให้ เนื่องจากเป็นสวนที่มีมาตรฐานและเข้าใจการส่งออก การจะเปิดรับซื้อทั้งหมดเหมือนในอดีตไม่สามารถทำได้ เนื่องจากปัจจุบันเกิดปัญหาเรื่องการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ทำให้เกิดการชะลอตัวในการส่งออก การขนส่งทำได้ยากขึ้น รวมถึงต้นทุนขนส่งมีการเพิ่มขึ้น

"ล้งลำไย"ลุ้นจีนผ่อนปรนปัญหาเพลี้ยแป้ง

              จากเมื่อปี 2563 ทางโกดังสามารถส่งลำไยไปจีนและอินโดนีเซีย ได้ประมาณ 300 ตู้ มูลค่าประมาณ 300 – 400 ล้านบาท โดยตู้ขนส่งสินค้าสามารถบรรจุได้ 2,226 ตะกร้า หรือ 25,599 กิโลกรัม สำหรับปีนี้ส่งออกลดลงไปประมาณร้อยละ 50 ตั้งแต่ต้นปีจนถึงขณะนี้ส่งไปได้เพียง 120 ตู้ มูลค่าประมาณ 100ล้านบาท แนวโน้มอาจจะเพิ่มขึ้นได้อีกเล็กน้อยเท่านั้น ขณะนี้มีลำไยที่รอส่งออกไปจีนอีกประมาณ 100,000 กิโลกรัม กำลังรอตู้เพื่อเข้ามาทำการขนส่ง

            ส่วนหนึ่งต้องยอมรับเรื่องการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ได้ส่งผลกระทบต่อการส่งออกบ้าง แต่เป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะเกิดการแพร่ระบาดไปทั่วโลกต้องยอมรับกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น โดยทางโกดังได้มีมาตรการในการป้องกันเชื้อไวรัสโควิดติดไปกับตู้ ด้วยการฉีดพ่นโอโซนทั้งก่อนละหลังบรรจุเข้าตู้ขนส่ง มีการฉีดพ่นน้ำยาฆ่าเชื้อรอบตู้อีกครั้งก่อนออกเดินทาง จึงมั่นใจได้ว่าจะไม่มีเชื้อไวรัสโควิด-19 ติดตู้ไปอย่างแน่นอน