กระทรวงสาธารณสุข ร่วมกับ กระทรวงคมนาคม ส่งผู้ป่วยโควิด-19 กลับไปรักษาตัวที่ภูมิลำเนาในพื้นที่อีสานใต้ เพื่อลดความแออัดในสถานพยาบาลใน กทม. ส่วนกรณีชะลอการฉีดวัคซีนที่สถานีกลางบางซื่อ รอข้อสรุปที่ประชุม ศบค.ช่วงบ่ายวันนี้

นายอนุทิน ชาญวีรกุล รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.สาธารณสุข พร้อมด้วย นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม ร่วมส่งผู้ป่วยโควิด-19 กลุ่มสีเขียว จำนวน 135 คน เดินทางกลับภูมิลำเนาในพื้นที่แทบอีสานใต้ด้วยรถไฟ ซึ่งมีการจัดให้ผู้ป่วยนั่งตู้ละ 35 คน และจัดเจ้าหน้าที่บุคลากรทางการแพทย์ร่วมเดินทางเพื่อดูแลผู้ติดเชื้อระหว่างการเดินทาง โดยคงมาตรการควบคุมการแพร่ระบาดโควิด-19 โดยจะไม่มีการจอดพัก เมื่อถึงปลายทางจะมีรถพยาบาลมารอรับผู้ป่วยเพื่อเข้าสู่ระบบการรักษาปลายทางซึ่งมีการประสานไว้ก่อนหน้านี้แล้วทุกราย

นายอนุทิน กล่าวถึงข้อกังวลเรื่องเตียงรองรับผู้ป่วยในพื้นที่ต่างจังหวัดว่า อย่ามองเฉพาะพื้นที่ ให้มองภาพรวมทั้งประเทศ ที่สถานณ์เตียงยังสามารถบริหารจัดการได้ และการส่งผู้ป่วยกลับภูมิลำเนาถือเป็นการกระจายผู้ป่วยเพื่อลดความแออัดในกทม.


ขณะที่นายศักดิ์สยาม ระบุว่า ยังการขนส่งผู้ป่วยในรูปแบบขนส่งอื่นๆเช่น รถตู้ รถบัสโดยสาร รวมถึงจะประสานกับกองทัพอาการในการขนย้ายผู้ป่วยไปรักษาที่ภูมิลำเนา โดยการเปิดการรับผู้ป่วยกลับสู่ภูมิลำเนาจะเปิดให้ผู้ป่วยลงทะเบียนจนกว่าสถานการณ์การติดเชื้อจะคลี่คลาย

ศูนย์ฉ๊ดวัคซีนกลางสถานีบางซื่อ
 

นอกจากนี้ นายอนุทิน ยังกล่าวถึงกระแสข่าวลือก ารปิดศูนย์ฉีดวัคซีนบางซื่อว่า นายกรัฐมนตรี ได้มีการเรียกประชุม ศบค. โดยมีกระทรวงสาธารณสุขและกระทรวงคมนาคมร่วมหารือ ส่วนการชะลอฉีดวัคซีนที่สถานีกลางบางซื่อนั้นคงไม่เป็นไปตามที่มีข่าวออกมา แต่อย่างไรก็ต้องรอผลประชุม ศบค.อีกครั้งในข่วงบ่ายของวันนี้ 
ส่วนกรณีกลุ่มหมอไม่ทนที่จะร่วมตัวหน้าสถานทูตอเมริกา ที่จะเรียกร้องขอแผนการจัดสรรวัคซีนไฟเซอร์ 1.5 ล้านโดส ของกระทรวงสาธารณสุขนั้น

 

ทุกคนสามารถแสดงความคิดเห็นได้แต่ต้องอยู่ภาตใต้กรอบกฎหมาย ซึ่งแผนการจัดสรรวัคซีนไฟเซอร์เป็นหน้าที่ของกรมควบคุมโรคพิจารณา ซึ่งการเปิดเผยรายชื่อบุคลากรทางการแพทย์ที่จะได้รับวัคซีนไฟเซอร์ ไม่สามารถที่จะทำได้ เพราะถือว่าเป็นข้อมูลทางการแพทย์ที่จะขัดต่อข้อกฎหมาย