ทั้งนี้บริษัท CSOC ไม่ใช่ตัวแทนของรัฐบาลจีนแต่เป็นจีทูจีเก๊ เพราะโครงการเรือดำน้ำงบประมาณทั้งหมด 44,224 ล้านบาท เช่น จัดซื้อนำน้ำลำที่ 1 งบ 12,424 ล้าน โครงการจัดซื้อเรือ อเนกประสงค์ยกพลขึ้นบกขนาดใหญ่ สนับสนุนการปฎิบัติการเรือดำน้ำระยะที่หนึ่ง รๅ จำนวน 1 ลำ งบประมาณ 4,385 ล้านบาท โครงการจัดหาเรืออเนกประสงค์ยกพลขึ้นบกขนาดใหญ่สนับสนุนการปฏิบัติการเรือดำน้ำระยะที่ 2 งบประมาณ 1800 ล้าน โครงการจัดหาเรือดำน้ำจำนวน2 ลำ งบประมาณ 22,500 ล้านบาท (ยังไม่ได้เซ็นสัญญา) และโครงการที่น่าสนใจ คือโครงการก่อสร้างท่าเรือดำน้ำ และอาคารสนับสนุนบริเวณท่าเรือแหลมเทียน ฐานทัพเรือสัตหีบ ระยะที่ 1 งบประมาณ 900 ล้าน อย่างไรก็ตามทั้งหมด 9 โครงการเป็นงบผูกพัน ทั้งนี้โครงการสร้างท่าจอดเรือดำน้ำฯ ตนได้เห็นประกาศกองทัพเรือ ผู้ชนะการเสนอราคาก่อสร้าง ผู้ที่ได้รับการคัดเลือกคือบริษัท CSOC เสนอราคา 857 ล้านบาท ประกาศ 23 เมษายน 2564 โดยพลเรือตรี พิชัย ล้อชูสกุล เจ้ากรมช่างโยธาทหารเรือ ซึ่งบริษัทนี้เป็นตัวแทนของจีน ซึ่งตนคิดว่าจะเป็นการก่อสร้างมช้เทคนิคพิเศษ เป็นเรื่องเฉพาะทางต้องใช้เทคนิคพิเศษ แต่เมื่อดูเนื้อหา เงิน 857 ล้าน รายการมีการขุดลอก บำรุงรักษาร่องน้ำ และงานเขื่อนกันคลื่นประมาณ 833 ล้าน ค่าใช้จ่ายพิเศษประมาณ 24 ล้าน ซึ่งต้องให้รัฐบาลจีนมาทำให้เป็นเรื่องที่น่าตกใจ ทั้งนี้ตนขอถามว่ารัฐบาลจีน โดยบริษัท CSOC จะกระจอกขนาดนั้นเลยหรือถึงได้มารับจ้างขุดลอก ดังนั้นตนจึงสงสัยว่าเหตุใดกองทัพเรือจึงไม่กล้านำสัญญามาให้กรรมาธิการได้ดูโดยอ้างว่าเป็นความลับ เพราะบริษัทนี้อาจจะไม่ใช่บริษัทจีนหรือไม่ ทั้งนี้บริษัทใหญ่ๆ ในประเทศไทยไม่สามารถทำได้เลยหรือ หากวันอังคารที่ 27 กรกฎาคมนี้ กองทัพเรือไม่นำสัญญามาให้ดูแสดงว่าไม่มีความตรงไปตรงมา และสัญญาจีทูจีอาจจะมีปัญหา
นายยุทธพงศ์ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้กองทัพเรือยังมีโครงการใหม่งบปี 2565 คือ โครงการจัดหาอากาศยานไร้คนขับประจำฐานบินชายฝั่ง 3 ตัว งบประมาณ 4,100 ล้านบาท ซึ่งแพงกว่าเครื่องบินลำเลียงของกองทัพบก ขนาด C130 ซึ่งเอกสารของกองทัพ โดยมีบริษัทมาเปรียบเทียบราคาจากประเทศอิสราเอลและประเทศจีน ทั้งนี้ตนคิดว่าไม่ใช่เครื่องของอิสราเอล เพราะ กองทัพเรือต้องการ 3 เครื่องในราคา 4,100 ล้าน แต่อิสราเอล เสนอมาแค่ 2 เครื่องจึงเขื่อว่าจะตกไป ส่วนประเทศจีนเสนอมา 3 ตัว ทั้งนี้โดรนดังกล่าวเป็นรุ่น Wing Loog ll ซึ่งตรงกับเอกสารที่กองทัพเรือนำมาให้กรรมาธิการดู ลำละ 1,400 ล้าน ซึ่งข้อมูลส่วนนี้กองทัพเรือยังไม่ได้ชี้แจง แต่ตนดูตามเอกสารที่นำมามอบให้ ทั้งนี้ตนขอถามว่าโดรนสามารถปราบโควิด-19 ได้หรือไม่ จะพาคนตายบินไปสวรรค์หรือลงนรกได้หรือไม่ เพราะราคาแพง ทั้งที่ขณะนี้คนรอความตาย ไม่มีโรงพยาบาลให้เข้ารับการรักษา ซึ่งขณะนี้สภาพประเทศไทยคล้ายกับประเทศอินเดียแล้ว รวมถึงคนกำลังอดอยากหิวโหย คำถามคือกองทัพเรือมีความจำเป็นใดที่จะต้องไปซื้อโดรน 3 เครื่อง ทั้งนี้ตนอยู่คณะอนุกรรมาธิการครุภัณฑ์ วันที่ 27 กรกฎาคม หากกองทัพเรือไม่สามารถชี้แจงความจำเป็นในการจัดซื้อโดน เราจะขอปรับลดงบประมาณในส่วนนี้ และต้องขอร้องกองทัพเรือ ให้เห็นแก่ความเดือดร้อนความอดอยากหิวโหย วิกฤติเศรษฐกิจของประเทศ ท่านจะอ้างว่าเพื่อรักษาผลประโยชน์ทางทะเล ในขนาดนี้ต้องรักษาชีวิตคนก่อน พวกตนในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จะต้องต่อสู้คัดค้านในเรื่องการจัดซื้ออาวุธ และในฐานะส.ส. และในวันอังคารที่ 27 กรกฎาคม จะขอโหวตตัดงบโดรน หากแพ้จะไปสู้ต่อในกรรมาธิการชุดใหญ่ เพราะไม่จำเป็นและไม่ใช่เรื่องเร่งด่วนและอาวุธที่จะซื้อมา ไม่ว่าจะเป็นเรือดำน้ำ โดรน เรือยกผลขึ้นบก ปราบโควิด-19 ไม่ได้ จึงยังไม่จำเป็นต้องซื้อ
“ตนขอเรียกร้องให้ผู้บัญชาการทหารเรือ และเสนาธิการทหารเรือ แถลงชี้แจงกรณีความไม่โปร่งใสของการจัดซื้อแบบจีทูจี ของเรือบรรทุกเฮลิคอปเตอร์ยกผลขึ้นบกและเรือดำน้ำลำที่ 1 ที่มีข้อสงสัยและมีข้อครหา และทำไมจึงไม่นำสัญญามาให้กรรมาธการงบประมาณฯ ดู ทั้งนี้เราไม่ได้มีอคติกับกองทัพเรือ แต่อยากให้เข้าใจว่าทางกรรมาธิการฯ ทำงานแบบสร้างสรรค์ มีหน้าที่ตรวจสอบงบประมาณอย่างตรงไปตรงมา ซึ่งกองทัพบก กองทัพอากาศ ก็มีการจัดซื้อแบบจีทูจี ก็มีการนำสัญญามามอบให้กรรมาธิการฯ ดูไม่ได้ปกปิดอะไร ดังนั้นจึงอยากให้ผู้บัญชาการทหารเรือ ได้ให้ความร่วมมือกับกรรมาธิการฯ ในการตรวจสอบ ประชาชนจะได้ไม่มีข้อเคลือบแคลงสงสัยว่าจีทูจีระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลจีนในโครงการใหญ่ต้องมีพร้อมโปร่งใส และยืนยันว่าตนตรวจสอบงบของทุกกองทัพ และกองทัพเรืออ้างว่าจะกระทบความสัมพันธ์ ซึ่งตนไม่เชื่อว่ารัฐบาลจีนมารับจ้างประเทศไทยขุดลอก 800 กว่าล้าน ซึ่งกองทัพเรือจะทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเสียหายถ้าเป็นเรื่องจีทูจีไม่จริง