สำหรับจำนวนผู้ติดเชื้อโควิดในประเทศรายใหม่ประจำวันที่ 5 กรกฎาคมจำนวน 10 อันดับแรก พบว่า กรุงเทพมหานคร 1,729 ราย สมุทรปราการ 411 ราย สมุทรสาคร 389 ราย ปทุมธานี 352 ราย สงขลา 318 ราย ชลบุรี 279 ราย นนทบุรี 270 ราย พระนครศรีอยุธยา 212ราย นครปฐม 143 รายและปัตตานี 133 ราย
นายแพทย์ทวีศิลป์ กล่าวว่า ทั้งนี้เมื่อมีการสั่งปิดแคมป์คนงานจะเห็นการเคลื่อนย้ายแรงงานตั้งแต่วันที่ 30 มิถุนายน ผู้ติดเชื้อเดินทางกลับจากปริมณฑลไปต่างจังหวัด กระจายตัวส่วนใหญ่อยู่ภาคอีสาน ในส่วนของกรุงเทพมหานคร ยังคงมี 117 คลัสเตอร์ กระจาย 46 เขต ขณะที่การระบาดที่พบในจังหวัดที่มีรายงานผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้น คลัสเตอร์ใหม่ พบว่า จังหวัดสมุทรสาคร เมืองสมุทรสาคร โรงงานอาหารกระป๋องพบผู้ติดเชื้อรายใหม่ 13 ราย เมืองสมุทรสาครโรงงานอาหารกระป๋อง พบผู้ติดเชื้อรายใหม่ 14 รายและ พื้นที่อ้อมน้อย โรงงานเสื้อผ้า พบผู้ติดเชื้อรายใหม่ 53 ราย จังหวัดชลบุรี พื้นที่ศรีราชา บริษัทโลจิสติกส์ พบผู้ติดเชื้อรายใหม่ 12 ราย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา พื้นที่วังน้อย ตลาดใหญ่วังน้อย พบผู้ติดเชื้อรายใหม่ 181 ราย จังหวัดตาก พื้นที่แม่สอด โรงงานเสื้อผ้า พบผู้ติดเชื้อรายใหม่ 33 ราย จังหวัดฉะเชิงเทรา พื้นที่เมืองฉะเชิงเทรา แคมป์ก่อสร้างพบผู้ติดเชื้อรายใหม่ 18 ราย
นายแพทย์ทวีศิลป์ กล่าวว่า การประชุม EOC และที่ประชุมศปก.ศบค. ได้พูดถึงความห่วงใยกรณีผู้ป่วยจำนวนมาก ที่มีความต้องการเตียงแต่ยังไม่เพียงพอนั้น ได้รับทราบมาตรการ ที่ต้องการปรับสีเตียง สีเหลืองและสีแดง ให้ใช้อยู่กับโรงพยาบาลที่ได้รับเป็นส่วนใหญ่ สีเขียวต้องกลับสู่การแยกกักที่บ้าน (Home Isolation) และการแยกกักในชุมชน (Community Isolation)ซึ่งทางผู้ว่าฯกทม.ได้มีการสั่งการสร้างพื้นที่ Community Isolation เดิมเคยทำที่วัดแห่งหนึ่งในเขตคลองเตย ซึ่งจะใช้โมเดลนี้ดำเนินการในอีก 20 แห่ง ใน 1-2 วันนี้ ทั้งนี้มีคำถามว่าการเพิ่มสีในระดับสีแดง หรือ ICU ซึ่งจะต้องใช้เวลาพอสมควร เราจึงจะมีการปรับวอร์ดในโรงพยาบาล ซึ่งคนไข้ที่ไม่ได้เป็นโควิด-19 หากรอได้ขอให้รอไปก่อนอย่าพึ่งแอดมิดในขณะนี้ เนื่องจากเกรงว่าจะมีการติดเชื้อ โดยจะนำผู้ป่วยที่ติดเชื้อโควิด-19 ในระดับสีเหลืองเข้าไป
เมื่อถามว่าพบผู้ติดเชื้อ ซึ่งเป็นคนไทยจากพื้นที่เดินทางเข้าไปในจังหวัดภูเก็ตและพบในหลายจุด กรณีดังกล่าวนี้จะมีผลต่อการพิจารณาเดินหน้าโครงการหรือไม่ นายแพทย์ทวีศิลป์ กล่าวว่า ช่วงเช้าที่ผ่านมา ผอ.ศปก.ศบค. ได้ วิดีโอคอนเฟอร์เรนซ์ กับทางผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต รวมถึงคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัด ซึ่งได้รับรายงานที่มีการติดเชื้อ วันที่ 1 กรกฎาคม พบผู้ติดเชื้อ 4 ราย วันที่ 2 กรกฎาคม 7 ราย วันที่ 3 กรกฎาคม 2 ราย และวันที่ 4 กรกฎาคม 2 ราย ซึ่งตัวเลขที่เกิดขึ้นไม่ได้สูง ทั้งนี้กรณีที่เปิดให้คนต่างชาติและคนไทยเข้าไปในภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์ 4 วัน เป็นคนต่างชาติ 1,416 ราย คนไทยที่กลับจากต่างประเทศ 477 รายรวมแล้ว 1,893 ราย ตรวจไม่พบติดเชื้อ 1,764 ราย รอผล 129 ราย จำนวนเที่ยวบินเข้ามา 20 เที่ยวบิน
ส่วนมาตรการดูแล ถ้ามาจากต่างประเทศ จะมีระบบดูแลอยู่แล้ว แต่คนไทยที่จะเข้าไปในจังหวัดภูเก็ต คณะกรรมการโรคติดต่อได้ออกข้อกำหนดออกมาเหมือนกัน และฝากขออภัยในความไม่สะดวกกับคนไทย ที่ต้องการจะเดินเข้าไปในจังหวัดภูเก็ตในช่วงเวลาดังกล่าว เพื่อต้องการทดสอบระบบการป้องกัน ทั้งนี้มีการแจ้งว่า มีคนขับยานพาหนะเข้าไปจำนวน 1,756 คัน ไม่สามารถผ่านเข้าได้ และสามารถผ่านเข้าไปได้ 23,924 คัน ในส่วนผู้เดินทางผ่านเข้าไปในจังหวัดภูเก็ต 41,524 ราย ไม่ผ่าน 2,889 ราย รวมเข้าด่านตรวจ 44,413 ราย ขณะที่พบมียอดนักท่องเที่ยวจองที่พัก SHA+ ทั้งเดือนกรกฎาคมจำนวน 7,347 ราย (90,861 Room Night) ในจำนวนนี้พบว่าเข้าพักที่ตำบลป่าตอง มากที่สุด 2,787 คิดเป็นร้อยละ 37.93 ของผู้เข้าพักทั้งหมด รองลงมาเป็นพื้นที่ตำบลเชิงทะเล 1,193 คน และพื้นที่ตำบลกะรน 896 คน
เมื่อถามว่าจะมีการปรับเปลี่ยนมาตรการ รองรับผู้ป่วยที่ติดต่อเข้ารับการรักษาอย่างไร เพราะมีผู้ป่วยสูงอายุเสียชีวิตในระหว่างที่รอเตียง รอการรักษา นายแพทย์ทวีศิลป์ กล่าวว่า ที่มีการป่วยกันมาก เนื่องจากสายพันธุ์เดลต้า หรือสายพันธุ์อินเดีย ทั้งนี้ภาระการดูแลผู้ติดเชื้อ 1 ราย ต้องใช้เวลาถึง 14 วัน ทำให้ต้องมีการใช้พื้นที่เตียง ดังนั้นการคิดในหลักการเดิมๆ นำมาใช้ในหลักหลายพันคน ต่อไปต้องมีการปรับเปลี่ยน จึงได้เห็นโรงพยาบาลจะสำรองเตรียมไว้สำหรับผู้ป่วยสีแดงและสีเหลืองเท่านั้น และต้องมีพื้นที่ของผู้ป่วยที่ได้รับการตรวจแล้วต้องไปอยู่ในโรงพยาบาลสนาม หรือการแยกกักตัวที่บ้านและชุมชน ซึ่งมาตรการนี้เป็นการยกระดับทั้งในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล รวมถึงต่างจังหวัดทั่วประเทศ นอกจากนี้ในส่วนของวัคซีน พบว่ามีการลดการเสียชีวิต ดังนั้นเราจะนำคนที่สูงอายุ และผู้ที่เป็น 7 กลุ่มโรค ให้ได้รับการฉีดวัคซีนโดยเร็ว