พล.ต.ต.เฉลิมพล จินตรัตน์ รองผบช.ภาค 5 กล่าวว่า ผู้ต้องหาได้รับสารภาพว่าได้ร่วมกับกับเพื่อนชาวเมียนมาในการวางแผนก่อเหตุ โดยหลังก่อเหตุได้หลบหนีออกนอกประเทศไปตามช่องทางด้าน อ.เชียงแสน และไปอยู่ในฝั่งประเทศเมียนมาจากนั้นนำทองคำที่ได้ไปขายในราคาบาทละ 18,000 บาท ปัจจุบันของกลางยังคงอยู่ในฝั่งประเทศเพื่อนบ้าน ส่วนสาเหตุที่ทำลงไปเพราะว่าเรื่องหนี้สิน และยังเคยก่อเหตุจี้ชิงทองที่ร้านทองสินทวี สาขา ต.บ้านดู่ อ.เมืองเชียงราย เมื่อต้นปี 2564 ที่ผ่านมาด้วย โดยผู้ร่วมก่อเหตุเป็นชาวเมียนมาเช่นกัน โดยใน 2 คดีนี้มีผู้ร่วมก่อเหตุ 3 คน
ปัจจุบันได้มีการประสานไปยังประเทศเพื่อนบ้านเพื่อติดตามจับกุมนำมาดำเนินคดีในฝั่งไทยแล้ว ทั้งนี้จากกรณีทั้ง 2 คดีดังกล่าว ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ขอแจ้งเตือนไปยังร้านทองต่างๆ ในพื้นที่รับผิดชอบให้ติดลูกกรงป้องกันให้เรียบร้อยเพราะว่าปัจจุบันในประเทศไทยมีการติดตั้งแล้วกว่า 90% แล้ว เนื่องจากทำให้เป็นจุดอ่อนให้คนร้ายใช้จู่โจมชิงทองได้