24 มิถุนายน 2564 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากการติดตามบรรยากาศการประกอบอาชีพทำนา ในพื้นที่จังหวัดกาฬสินธุ์ ซึ่งได้รับน้ำจากอิทธิพลของฝนที่ตกลงมาตั้งแต่ต้นเดือนมิถุนายน พบว่าชาวนาต่างลงมือทำนากันเกือบเต็มพื้นที่ ซึ่งมีทั้งทำนาหว่าน และปักนาดำ โดยมีทั้งข้าวเหนียว และข้าวเจ้า ขณะเดียวกันยังได้เกิดอาชีพใหม่มีเกษตรกรสร้างรายได้งาม กำไรดี จากการขายต้นกล้าพันธุ์ข้าว ที่จะนำไปดำนาในฤดูกาลเพาะปลูกนี้ด้วย
นางลำพูน มุขภักดี อายุ 69 ปี บ้านเลขที่ 5 หมู่ 14 บ้านน้อยดอนกระต่าย ต.ลำพาน อ.เมือง จ.กาฬสินธุ์ กล่าวว่า เดิมชาวนาจะทำนาดำกันมาก โดยหว่านต้นกล้าพันธุ์ก่อน อายุประมาณ 20-25 วันเริ่มถอนต้นกล้า ก่อนนำไปปักดำในแปลงนาที่คราดไถเตรียมไว้แล้ว ทั้งนี้ ใช้แรงงานคนทั้งขั้นตอนการถอนกล้าและปักดำ เนื่องจากการทำนาดำจะดูแลง่าย ต้นข้าวแข็งแรง มีภูมิต้านทานโรคดี ให้ผลผลิตสูง แต่ระยะหลังต่อมาไม่ค่อยนิยมทำนาดำกันนัก เนื่องจากค่าจ้างแรงสูง ประกอบกับต้นทุนการผลิตสูงทุกขั้นตอน ขณะที่ราคาขายข้าวเปลือกราคาตกต่ำ ทำให้ชาวนายุคใหม่หันมาทำนาหว่านกันเป็นส่วนมาก
นางลำพูน กล่าวอีกว่า การทำนาหว่านถึงแม้จะสะดวกสบาย เพราะไม่ได้ทำหลายขั้นตอน เพียงแต่ไถ คราด หว่านเมล็ดพันธุ์ ดูแลให้น้ำ ให้ปุ๋ย และรอเก็บเกี่ยวเท่านั้น แต่ก็มีข้อเสียหลายอย่างคือต้นข้าวหนาแน่น อ่อนแอ เสี่ยงต่อการเกิดโรคเพลี้ยไฟ ผลผลิตได้น้อย หรือช่วงหว่านเมล็ดพันธุ์ ฝนตกเกิดน้ำขัง เมล็ดพันธุ์เน่าเสียหาย หรือหากฝนทิ้งช่วงเมล็ดพันธุ์ไม่งอกหรืองอกไม่สม่ำเสมอ ก็ต้องไถหว่านใหม่ ทำให้สิ้นเปลืองต้นทุนและเมล็ดพันธุ์ หรือหากไม่ไถหว่านใหม่ ก็ต้องไปหาซื้อต้นกล้าพันธุ์ข้าวจากเพื่อนชาวนามาปักดำ เพื่อไม่ให้พื้นที่ว่างเปล่าและเสียพื้นที่ทำนา