"วันชัย" ชี้พรรคการเมืองยื่นแก้รธน.มุ่งเป้าเอาชนะเลือกตั้ง หวั่นธุรกิจการเมืองคืนชีพ พรรคเล็กหายแต่พรรคใหญ่ผงาด ซัดส.ส.อย่าเอาดีใส่ตัว-เอาชั่วใส่ส.ว. ด้านเด็กพปชร.ไล่ส.ว.ออกไป เหตุเป็นรอยด่างประชาธิปไตย

บ่ายวันนี้ที่รัฐสภา  นายวันชัย สอนศิริ สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) กล่าวอภิปรายในการประชุมร่วมรัฐสภาเพื่อพิจารณาญัตติแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ซึ่งมีนายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา ทำหน้าที่ประธานในที่ประชุม  ว่า  ตนได้พิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญทุกร่างที่หลายพรรคการเมืองเสนอแล้ว สรุปสาระสำคัญได้ดังนี้ 1.เรื่องระบบการเลือกตั้ง พรรคเล็กจะหายไป พรรคใหญ่จะผงาด ลดบทบาทภาคประชาชน มีมีอิทธิพลล้วงลูกและก้าวก่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องงบประมาณและระบบข้าราชการประจำ  2.เรื่องปิดสวิตซ์ส.ว. ตนยืนหยัดมาตั้งแต่ต้นว่าสนับสนุนการตัดมาตรานี้ และสนับสนุนการโหวตเกี่ยวข้องกับการตัดอำนาจของ ส.ว.ในเรื่องนี้ แต่ตนมองว่าส.ส.หลายคนที่เสนอเรื่องดังกล่าวนั้น "กินอยู่กับปาก อยากอยู่กับท้อง" ทำทีเรียกร้องประชาธิปไตย เอาดีใส่ตัว เอาชั่วใส่ส.ว.  ส่วนเรื่องอื่นๆ อาทิ เรื่องส่งเสริมสิทธิเสรีภาพประชาชน ยุทธศาสตร์ชาติ ตนถือว่าเป็นเครื่องเคียงในการเสนอกฎหมาย ซึ่งถ้าจะพูดตามคำกลอนของสุนทรภู่ ก็ใช้คำว่า "อันพริกไทยใบชีเหมือนสีกา ต้องโรยหน้ากันเสียหน่อยให้อร่อยใจ" ที่จริงแล้ว การจะเพิ่มหรือไม่เพิ่ม จะแก้หรือไม่แก้ ตนคิดว่าเรื่องเหล่านี้มีอยู่ในรัฐธรรมนูญและกฎหมายลูกอยู่แล้ว
               นายวันชัย กล่าวอีกว่า  การแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องของประชาชนสักเท่าไหร่ แต่เป็นเรื่องการได้เปรียบเสียเปรียบทางการเมือง เป็นการเอาชนะคะคานกันทางการเมือง และมีเป้าใหญ่คือระบบเลือกตั้ง มองว่าใครจะได้จำนวนส.ส.มากกว่ากัน มองถึงการเลือกตั้งที่จะเกิดในครั้งหน้า  ในที่ประชุมสภามีการพูดถึงกันตลอดว่าในการเลือกตั้งทุกครั้ง ทุกระดับ มีการโกง ทุจริต ซื้อสิทธิ์ขายเสียง มีการคอร์รัปชั่นหลายที่ มากมายมหาศาล  แต่เราไม่เคยคิดแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อให้การเลือกตั้งมีความสุจริต รวมถึงไม่เคยกระชับรัฐธรรมนูญให้เข้มแข็งในการปราบปรามการโกงหรือคอร์รัปชั่นได้สำเร็จ แต่ในสภาพูดแค่เรื่องที่ทำให้ตัวเองชนะการเลือกตั้งมากกว่า  
               นายวันชัย กล่าวว่า  รัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 ในเรื่องพรรคการเมือและระบบเลือกตั้งนั้น ต้องการให้ประชาชนมีส่วนร่วมทางการเมือง ให้ประชาชนเป็นเจ้าของพรรค และมีส่วนร่วมในการบริหารพรรคและการคัดเลือกผู้สมัครรับเลือกตั้ง  รวมถึงมีส่วนร่วมในการสนับสนุนเงินเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายของพรรคการเมือง ทุกคะแนนของประชาชนมีราคา ไม่ทิ้งน้ำ  ทำให้ประชาชนได้คนรุ่นใหม่และพรรครุ่นใหม่ แต่ตามร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่เสนอกันมานั้น จะทำให้พรรคขนาดเล็กหายไป พรรคใหญ่ที่มีทุนหนาจะผงาด  แต่ทำให้บทบาทของภาคประชาชนที่มีอยู่ในรัฐธรรมนูญ ฉบับปี 2560 หมดไปไม่เหลือซาก  นายทุนพรรคจะครอบงำพรรค รวมถึงคนที่มีเงินมีอำนาจจะมีบทบาททางการเมือง  พรรคการเมืองจะเป็นเหมือนกับบริษัท  ขณะที่ส.ส.และลูกพรรคจะเป็นเสมือนพนักงานบริษัท ธุรกิจการเมืองจะกลับมาอีก  และเรากำลังปิดสวิตซ์คนเล็กคนน้อยหรือคนยากจนไม่ให้ได้เข้ามามีบทบาททางการเมือง 
               ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างที่นายวันชัยกำลังอภิปรายอยู่นั้น นายนิโรธ สุนทรเลขา ส.ส.นครสวรรค์ พรรคพลังประชารัฐ ได้ลุกขึ้นกล่าวประท้วงตอนหนึ่งว่า  ตนขอประท้วงประธานฯ ตามข้อบังคับที่ 5 เพราะผู้อภิปรายมีการเสียดสีสมาชิกรัฐสภา ตนเห็นด้วยกับการอภิปรายและการให้สัมภาษณ์สื่อของนายวันชัย  และให้ทำตามที่แสดงออก คือการลาออกจากการเป็นส.ว. เพื่อไม่ให้เกิดรอยด่างในระบอบประชาธิปไตย  เพราะขณะนี้ท่านเป็นรอยด่างของระบอบประชาธิปไตย นอกจากนี้ ประธานต้องควบคุม อย่าให้มีการพูดเสียดสมาชิกรัฐสภา ผู้อภิปรายพูดแต่เอาดีใส่ตัวไม่ได้
               จากนั้น นายคารม พลพรกลาง ส.ส. บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล กล่าวประท้วงด้วยว่า  ตนขอประท้วงประธานฯ เพราะไม่ควบคุมการประชุม และผู้อภิปรายก็ได้พูดเสียดสี ด่าทอ ให้ร้ายไปเรื่อย การแก้รัฐธรรมนูญเพื่อให้ประเทศชาติดีขึ้น ไม่ใช่ด่าคนอื่นว่าแย่เลวเสียหมด  ดังนั้นประธานฯ ต้องกำชับเรื่องนี้  อย่าเป็นผู้ใหญ่แต่อายุ แต่ต้องฝึกความเป็นผู้ใหญ่ในตัวเองด้วย และขอให้ประธานฯ กำชับให้หยุดกล่าวหาสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรว่าคนอื่นไม่ดีไปทั้งหมด
ขณะที่ นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานวุฒิสภา ในฐานะรองประธานรัฐสภา ซึ่งมาทำหน้าที่ประธานในที่ประชุม ได้ขอให้นายวันชัยงดพูดจาเสียดสี หรือพูดกล่าวต่อว่าคนอื่น
จากนั้น นายวันชัย กล่าวว่า  สิ่งที่ตนพูดนั้นไม่ได้เป็นการต่อว่าใคร  แต่เมื่อใดที่มีการพูดถึง ส.ว. มักมีการพูดโจมตี กล่าวหาส.ว.อย่างรุนแรง  อีกทั้ง ตนพูดในภาพรวมและไม่ได้พูดถึงส.ส.คนใดคนหนึ่ง พูดถึงระบบการเมืองและการเลือกตั้ง  ส่วนความเป็นผู้ใหญ่ของตนนั้น ตนรู้ว่าอะไรเป็นอะไร  แต่บางคนนั้น ตัวทางการเมืองก็เป็นที่รู้กันดีว่าเขาทำอะไรอยู่  สำหรับการตัดมาตรา 272 ปิดสวิตซ์ส.ว. ตนเห็นว่าเป็นความเข้าใจผิด หลงประเด็นกัน  และมีการสร้างวาทกรรมโจมตี ส.ว.ทุกครั้ง  ทั้งที่จริง ถ้าเราพิจารณาจากรัฐธรรมนูญแบบละเอียดและด้วยใจที่เป็นกลาง  จะเห็นได้ว่าอำนาจที่แท้จริงในการสถาปนานายกรัฐมนตรีหรือรัฐบาล คืออำนาจของประชาชนที่เลือกผ่าน ส.ส.  รัฐธรรมนูญฉบับนี้กำหนดให้ความเป็นใหญ่อยู่ที่ส.ส.มีอำนาจสูงสุดในการเลือกว่าจะให้ใครเป็นนายกฯ หรือเป็นรัฐบาล  รวมถึงรัฐบาลจะอยู่ได้หรือไม่ได้ จะอยู่สั้นหรือยาวก็อยู่ที่ส.ส. ไม่เกี่ยวกับส.ว.  ถ้าส.ส.รวมเสียงกันได้เกิน 250 เสียงไปเลือกใคร ถึงอย่างไรส.ว.ก็ต้องลงมติเลือกคนนั้นด้วย เพราะถ้าไปเลือกคนอื่นมาเป็นนายกฯหรือเป็นรัฐบาล รัฐบาลนั้นก็อยู่ไม่ได้ และส.ว.อยู่ไม่ได้เช่นกัน เพราะโหวตสวนกระแสประชาชน
               นายวันชัย กล่าวว่า  ทุกวันนี้เห็นกันอยู่แล้วว่าพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ยังอยู่ได้ด้วยพรรคการเมืองและส.ส.ที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน ไม่ใช่อยู่ได้ด้วย ส.ว.  อำนาจความเป็นใหญ่ตามรัฐธรรมนูญฉบับนี้โดยแท้จึงอยู่ที่ส.ส.ทั้งสิ้น  ตนไม่อยากให้เพื่อนสมาชิกรัฐสภาเข้าใจในประเด็นนี้ผิด  ดังนั้น ตนไม่ติดใจว่ามาตรา 272 จะมีหรือไม่มี  เพราะส.ส.มีของดีอยู่ในตัว แต่ส.ส.รวมเสียงกันเองไม่ได้เกินกว่า 250 เสียง  ในการเลือกตั้งครั้งหน้า ถ้าส.ส.รวมเสียงกันได้เกิน 250 เสียงขึ้นไป ถึงอย่างไร พรรคการเมืองนั้นหรือส.ส.กลุ่มนั้นก็ได้เป็นรัฐบาลอยู่แล้ว  ตนจึงเห็นว่ามาตรา 272 ไม่มีความหมายอะไร  อย่างไรก็ตาม การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ถ้าเป็นการร่วมกันแก้สิ่งที่เป็นปัญหา ตนสนับสนุน แต่ถ้าแก้แล้วถอยหลังเข้าคลอง หรือตัดอำนาจของประชาชน หรือทำให้เกิดการขัดกันของผลประโยชน์ ตนไม่เห็นด้วย
               จากนั้น นายคารม ลุกขึ้นประท้วงอีกว่า ขอให้ควบคุมผู้อภิปรายด้วย  เราทุกคนในที่นี้เป็นสมาชิกรัฐสภาเหมือนกัน อย่าทำตัวเป็นผู้วิเศษ ขณะที่นายวันชัย กล่าวตอบโต้ว่า "ผู้ที่ประท้วงผม ไม่รู้ว่ามีอะไรกับผมเป็นพิเศษ แต่ผมขอให้ท่านหาพรรคอยู่ให้ได้ก็แล้วกัน"
               ผู้สื่อข่าวรายงานว่า  ในการอภิปรายของสมาชิกรัฐสภา ยังพบการอภิปรายของฝ่ายค้าน ที่กระทบและเอ่ยถึงชื่อพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม รวมถึงพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ  ทำให้เกิดการประท้วง และขับไล่ให้ออกจากตำแหน่งสมาชิกรัฐสภา  โดยในการอภิปรายของนายวิรัตน์ วรศสิริน ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเสรีรวมไทย กล่าวในที่ประชุมย้ำการไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ในเรื่องระบบเลือกตั้งด้วยการใช้ส.ส.ที่พึงมี  พร้อมระบุว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น พล.อ.ประวิตร และ พล.อ.ประยุทธ์ ต้องการทำเพื่อตัวเอง เพื่อให้กลับมาใหญ่ จากเดิมที่เขียนรัฐธรรมนูญ ฉบับปี 2560 เพื่อกดไม่ให้พรรคเพื่อไทยกลับมาใหญ่ แต่ตอนนี้ต้องการแก้ไขเพื่อให้ตัวเองได้ประโยชน์ ตนขอให้พรรคพลังประชารัฐถอนญัตติออกไป ถ้าดันทุรังแก้ไข แล้วเลือกตั้งแพ้พรรคเพื่อไทยอีก อย่าไปแย่งจัดรัฐบาลอีก ขอให้มียางอาย  
               ทำให้นายนิโรธ ลุกขึ้นประท้วงว่า การอภิปรายคือการก้าวร้าวบุคคลอื่นและหัวหน้าพรรคคนอื่น  จึงขอให้ประธานควบคุมการอภิปราย แบบนี้จึงต้องเอาบัตรเลือกตั้งแบบ 2 ใบ เพื่อไม่ให้คนแบบนี้มาเป็นสมาชิกรัฐสภา แต่ควรไปอยู่ข้างถนนดีกว่า