คดี "ลุงวิศวะ" ยิงหนุ่มวัย 17 ปี ยกพวกปิดล้อมรถจนเสียชีวิต ซึ่งก่อนหน้านี้ทางจำเลยไม่ยอมมาตามนัดศาล จนถูกออกหมายจับ ล่าสุดศาลฎีกา พิพากษาแก้โทษจำคุก 3 ปี 4 เดือน ให้รอการลงโทษเป็นเวลา 3 ปี และควบคุมประพฤติ 2 ปี

จากคดีนายสุเทพ โภชนสมบูรณ์ อายุ 56 ปี หรือที่คนเรียกติดปากว่า "ลุงวิศวะ" วิศวกรบริษัทฯ ใช้อาวุธปืนยิงสวนมาจากรถยนต์ส่วนตัว ทำให้นายนวพล ผึ่งผาย อายุ 17 ปี เสียชีวิต หลังมีความขัดแย้งเรื่องจอดรถซ้อนคันกัน เหตุเกิดบริเวณใกล้ตลาดอ่างศิลา จ.ชลบุรี ซึ่งเป็นข่าวโด่งดังเมื่อต้นปี 2560

ก่อนหน้านี้ ศาลอุทธรณ์ พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นว่า "ลุงวิศวะ" มีความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา จำคุก 15 ปี ลดโทษให้หนึ่งในสาม คงจำคุก 10 ปี ,ฐานพาอาวุธปืนฯ ปรับ 4,000 บาท ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงปรับ 2,000 บาท , รวมจำคุก 10 ปี และปรับ 2,000 บาท และให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทน 340,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี

แต่ล่าสุดศาลจังหวัดชลบุรี อ่านคำพิพากษาศาลฎีกา ระบุว่า หลังจากพิเคราะห์แล้ว เห็นว่า มูลเหตุคดีเริ่มต้นจากพวกของผู้ตาย จอดรถตู้ซ้อนคันรถยนต์ของจำเลย (ลุงวิศวะ) โดยไม่ได้สนใจว่า คู่กรณีจะออกไปได้หรือไม่ แม้จะมีการแจ้งให้ช่วยขยับรถ แต่ฝั่งผู้ตายไม่ขยับให้ และบอกให้รอก่อน ซึ่งมิใช่เรื่องที่คนทั่วไปกระทำกัน

ฉะนั้นคนทั่วไป ไม่ว่าใครก็ตามพบเจอ ย่อมต้องรู้สึกโกรธเป็นธรรมดา แม้จำเลย (ลุงวิศวะ) กล่าวคำหยาบหลายครั้ง แต่มีเพียงถ้อยคำเดียว ที่พวกของผู้ตายได้ยิน ส่วนระหว่างทางตั้งแต่รถยนต์ของทั้ง 2 ฝ่าย ออกจากร้านขายอาหารทะเลแห้ง พวกของผู้ตายเปิดไฟสูงใส่คู่กรณี

ขณะที่จำเลย (ลุงวิศวะ) และภริยา ต่างระงับความโกรธได้ และเกรงว่าจะถูกทำร้าย จึงมีความคิดขอความช่วยเหลือจากตำรวจ เมื่อรถยนต์ของทั้ง 2 ฝ่ายไปถึงแยกครกใหญ่ จำเลยมิได้ขับรถปาดหน้า หรือยั่วยุ แต่กลุ่มผู้ตายหลายคน กลับยืนล้อมรถ

โดยผู้ตายมุดศีรษะเข้ามาในรถจำเลย (ลุงวิศวะ) พูดด้วยน้ำเสียงเกรี้ยวกราดว่า "มึงจะรบป่าว" หลายครั้ง และมีความเป็นไปได้ที่ผู้ตายจะเข้ามาทำร้าย และจำเลยยังถูกพวกของผู้ตายชกต่อยจากด้านหลัง ถือได้ว่ามีอันตราย ซึ่งเกิดจากการประทุษร้าย

ฉะนั้นการที่จำเลย (ลุงวิศวะ) ใช้อาวุธปืนยิงออกไป จึงเป็นทางเดียวที่จะให้พ้นจากการถูกทำร้าย ถือเป็นการกระทำเพื่อป้องกันตน ให้พ้นภยันตรายที่เกิดจากการประทุษร้าย แต่เมื่อเห็นอยู่แล้วว่า ผู้ตายและพวกไม่มีอาวุธ หากเพียงนำอาวุธออกมาขู่ว่าจะยิง หรือยิงออกไปโดยไม่จำเป็นต้องให้ถูกผู้ตาย หรือยิงไปที่อวัยวะอื่นที่ไม่สำคัญ ก็ย่อมเพียงพอที่จะยับยั้งได้แล้ว

แต่กลับใช้อาวุธยิงที่หน้าอกซ้ายของผู้ตาย แม้ยิงเพียงนัดเดียว ก็ไม่เป็นการได้สัดส่วนกับภยันตรายที่เกิดขึ้น การกระทำของจำเลย (ลุงวิศวะ) จึงเป็นความผิดฐานฆ่าผู้อื่น โดยป้องกันเกินสมควรแก่เหตุ แต่ไม่ปรากฏว่าเคยต้องโทษจำคุกมาก่อน และเหตุคดีนี้ เกิดจากฝ่ายผู้ตายจอดรถยนต์ขวางทาง จนลุกลามบานปลาย อันเป็นความผิดของฝ่ายผู้ตายด้วย การรอการลงโทษ น่าจะเป็นประโยชน์แก่จำเลย และสังคมส่วนรวมมากกว่าการลงโทษจำคุกไปเสียทีเดียว

ศาลจึงพิพากษาแก้เป็นว่า ฐานฆ่าผู้อื่นโดยป้องกันเกินสมควรแก่เหตุจำคุก 5 ปี ลดโทษให้หนึ่งสาม คงจำคุก 3 ปี 4 เดือน เมื่อรวมกับโทษในความผิดฐานพาอาวุธปืนฯ แล้ว รวมจำคุก 3 ปี 4 เดือน และปรับ 2,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 3 ปี คุมความประพฤติ 2 ปี

รายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 3 เดือน และไปเข้ารับการฝึกอบรมที่เกี่ยวกับการระงับควบคุมอารมณ์ ที่เกิดจากการใช้รถใช้ถนน และให้ทำกิจกรรมบริการสังคม หรือสาธารณประโยชน์มีกำหนด 30 ชั่วโมง

ด้านมารดาของผู้ตาย เปิดเผยหลังฟังคำพิพากษาว่า ส่วนตัวไม่มีอะไรแล้ว และยอมรับคำวินิจฉัยของศาล ส่วนทางแพ่ง ขอยืนยันคู่กรณีต้องชดใช้เหมือนเดิมสำหรับคดีนี้ เมื่อวันที่ 12 พ.ค.ที่ผ่านมา ศาลนัดอ่านคำพิพากษาของศาลฎีกา แต่ทางด้าน "ลุงวิศวะ" ไม่มาตามนัด และทางทนายความไม่สามารถติดต่อได้ ทางศาลจึงริบเงินประกัน และออกหมายจับ ก่อนนัดอ่านคำพิพากษาลับหลังเป็นวันนี้ (17 มิ.ย.) แทน