นายนิรัตน์ กล่าวอีกว่า ต่อมาวันที่ 6 พฤษภาคม 2564 ได้รับโทรศัพท์จากลูกสาวว่า กำลังจะได้รับการปล่อยตัวโดยจะมีเจ้าหน้าที่จากสถานกงสุลมารับ ซึ่งเป็นการติดต่อครั้งสุดท้ายกับลูกสาว ก่อนที่จะขาดการติดต่อกันตั้งแต่วันนั้น จะไปติดตามสอบถามใครก็ไม่มีใครรู้จัก แม้กระทั่งร้านอาหารที่ลูกสาวเคยไปทำงาน ก็ไม่มีใครทราบเรื่อง จนท้ายที่สุดไปแจ้งความคนหาย ที่ สภ.แห่งหนึ่งในเขตเพชรบุรีตัดใหม่ แล้วเดินทางกลับมาที่บ้าน จากนั้นไปขอปรึกษากับเจ้าหน้าที่ประจำศูนย์ดำรงธรรม จ.กาฬสินธุ์ ก็ให้หมายเลขติดต่อกับกระทรวงต่างประเทศ ก็ไม่สามารถติดต่อได้ ตนกับภรรยารู้สึกเป็นห่วงลูกสาวและเป็นทุกข์ใจมาก จึงได้เดินทางมาแจ้งความและขอคำปรึกษาเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.โนนสูงในครั้งนี้
ด้านนางวงศ์เดือน พงษ์ศิริ อายุ 45 ปี มารดาน้องน้ำ กล่าวว่า ตนติดต่อกับลูกสาวครั้งสุดท้ายประมาณต้นเดือนกุมภาพันธ์ 2564 โดยทราบจากลูกสาวแค่ว่าไปศัลยกรรมจมูกใหม่ ไม่ได้บอกว่าจะเดินทางไปทำงานที่ประเทศมาเลเซีย ซึ่งหากตนทราบก็จะห้ามปรามลูก ไม่ให้เดินทางไปทำงานที่ต่างประเทศแน่นอน เพราะกลัวว่าจะเกิดอันตรายกับลูก ซึ่งเป็นผู้หญิง เหมือนคดีอื่นๆที่เคยปรากฏตามสื่อต่างๆ
นางวงศ์เดือน กล่าวอีกว่า หลังจากทราบเรื่องจากเพื่อนลูกสาว ซึ่งเป็นเพื่อนที่เคยติดต่อกันทางเฟซบุ๊กและไลน์ว่าน้องน้ำลูกสาวเดินทางไปทำงานที่ประเทศมาเลเซียและถูกจับดังกล่าว ตนกับนายวิรัตน์สามี รวมทั้งญาติพี่น้องที่รู้ข่าว ต่างกินไม่ได้นอนไม่หลับ จึงเดินทางไปติดตามหาเบาะแสลูกตามสถานที่ต่างๆ และเพื่อนๆหลายคน แต่ไม่มีใครรู้เรื่องเลยแม้แต่เจ้าของร้านอาหารที่ลูกน้ำเคยทำงานอยู่ ก็ไม่มีใครให้เบาะแสใดๆได้ เหมือนมืดมน หมดสิ้นหนทางที่จะติดตามหาตัวลูกสาว จึงได้เข้าร้องทุกข์กับมูลนิธิกระจกเงา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่างๆ เช่น สถานกงสุล ตรวจคนเข้าเมือง ศูนย์ดำรงธรรม ก็ไม่มีความคืบหน้า จึงมาแจ้งความและปรึกษาเจ้าหน้าที่ตำรวจท้องที่ เพื่อจะเริ่มต้นนับหนึ่ง ในการติดตามหาลุกสาวอีกครั้ง ซึ่งความหวังสุดท้ายก็คงจะเป็นกระทรวงการต่างประเทศ จึงอยากจะขอความช่วยเหลือจากกระทรวงต่างประเทศ ในการติดตามหาตัวลูกสาวด้วย เพราะกลัวลูกสาวจะได้รับอันตราย หรือตกเป็นเหยื่อขบวนการค้ามนุษย์