จากนั้น พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ลุกขึ้นชี้แจงถึงกรณีที่ถูกกล่าวหาว่าไม่มีความรู้ ความสามารถ ในเรื่องสาธารณสุขแต่กลับรวบอำนาจไว้ที่ตนเองทั้งหมด เป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสม ว่า ตนต้องรวบอำนาจกฎหมายทั้ง 31 ฉบับ โดยเฉพาะพ.ร.บ. โรคติดต่อ เพราะกระทรวงสาธารณสุขไม่สามารถสั่งการกระทรวงอื่นได้ ตนจึงได้นำกฎหมายทั้ง31 ฉบับมาดูแลเอง เพื่อแบ่งงานให้เหมาะสมกับแต่ละหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปดูแล ไม่ใช่สั่งการตามอำเภอใจ และยืนยันตนเองให้เกียรติรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีทุกคน สามารถพูดคุยกันได้ทุกโอกาส และหารือได้ทุกเวลาโดยเฉพาะสถานการณ์โควิด กับนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เปรียบเสมือนเป็นที่ปรึกษา
แต่หาก เลขา สมช.มาเป็นผอ.ศบค.แล้วให้รองนายกรัฐมนตรีไปนั่งข้างๆค่อยมาว่าตนเอง และยืนยันว่า ทุกคำสั่งมีการรับฟังเหตุผลจากกระทรวงสาธารณสุขที่มีบุคลากรที่เชี่ยวชาญเป็นหลัก ไม่ใช่อยากสั่งอะไรก็สั่งและตนเองก็ได้รับข้อมูลมาจากหลายส่วนเพื่อประมวลผลก่อนให้นโยบายแก่ศบค. ซึ่งใน ศบค.ก็มีหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งพลเรือน ตำรวจ และทหารรวมถึงกระทรวงที่เกี่ยวข้อง โดยเน้นให้ความสำคัญกับบุคลากรทางการแพทย์และกรมต่างๆ ในกระทรวงสาธารณสุข
ส่วนการบริหารงบประมาณสำหรับจัดซื้อวัคซีนที่ไม่บรรจุอยู่ในงบประมาณของกระทรวงสาธารณสุข นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ยังไม่รู้การระบาดของโควิดจะจบเมื่อไหร่ จึงต้องแยกงบออกมาเพื่อดูว่าหางบประมาณจากส่วนไหน เช่น งบเงินกู้ หรืองบกลาง อะไรที่เร่งด่วนไม่ทันการณ์ก็ ก็จะสลับงบใช้จ่ายให้เพื่อจัดหาวัคซีน ในส่วนงบกลาง ไม่ใช่นึกจะใช้หรือเอาไปให้ใครก็ได้ ซึ่งจะสร้างความไม่เป็นธรรมให้กับพรรคต่างๆยืนยันให้ความสำคัญกับประชาชนเป็นหลัก ซึ่งต้องอนุมัติโครงการต้องผ่านกลไกการจัดทำและการขออนุมัติโครงการตามวงเงิน
สำหรับงบกลางที่ใช้เป็นจำนวนมากในช่วงหลายปีที่ผ่านมามามีการจัดสรรให้จังหวัด ที่มีความจำเป็นเร่งด่วน ยืนยัน ทุกส่วนสามารถตรวจสอบได้ ไม่มีตกน้ำไม่ไหลตกไฟไม่ไหม้ เพราะต้องระมัดระวังในการใช้จ่าย ทั้งนี้ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ หรือจังหวัดใดก็ตามหากประชาชนเดือดร้อนก็ต้องจัดสรรงบประมาณให้ในพื้นที่นั้น สามารถตรวจสอบจากผู้ว่าราชการจังหวัดได้ แต่หากความต้องการของทุกฝ่ายมีมากเท่ากัน ก็จนใจว่าจะหางบประมาณจากส่วนใดมาจัดสรรให้ให้ แต่หากหาให้ได้ก็จะพยายามอย่างเต็มที่