"พิภพ ธงไชย" อดีตแกนนำพันธมิตร ชวน "กำนันสุเทพ" เป่านกหวีดไถ่บาปไล่ "บิ๊กตู่" เพราะเป็นหนึ่งในต้นตอรัฐประหาร อย่าเห็นแก่รัฐมนตรีแค่ตำแหน่งเดียว โดยหันมาร่วมกันหารัฐบุรุษ สร้างประชาธิปไตยใหม่จะดีกว่า


นายพิภพ ธงไชย อดีตแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) โพสต์เฟซบุ๊กว่า


เมื่อสุเทพเป่านกหวีด เพื่อประกาศว่าเหตุแห่งการชุมนุมนั้นมาจากเหตุอะไร และทหารฉวยโอกาสทำรัฐประหาร โดยอ้างว่าประชาชนทะเลาะกัน แล้วอ้างว่าจะนำความสุขมาให้โดยการสร้างการปรองดองด้วยการปฏิรูปตำรวจ ปฏิรูปการศึกษา ปฏิรูปการเมือง แต่ทหารกลับไม่ทำ

ทหารที่นำโดยพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา กลับทำสิ่งที่ตรงข้าม โดยเป็นนายกรัฐมนตรีถึง 2 สมัย แล้วสร้างกลไกเผด็จการขึ้นมา หรืออ้างว่าทำ แต่กลับทำไม่สำเร็จ สิ่งที่ทำสำเร็จ ก็ล้วนไม่เป็นประโยชน์กับขบวนการประชาธิปไตย ด้วยการสร้าง รธน. ฉบับ "มีชัย" ที่เป็นรัฐธรรมนูญสืบทอดอำนาจทหาร และไม่ส่งเสริมกระบวนการประชาธิปไตย ด้วยการสร้างระบบ ส.ว. มาค้ำจุนอำนาจทหารและข้าราชการไว้


ถ้านายสุเทพ เทือกสุบรรณ จะรับผิดชอบต่อเสียงนกหวีดของตัวเอง ที่สามารถเป่านกหวีดเรียกมวลชนจำนวนมหาศาลให้มาชุมนุมปักหลักพักค้างอย่างลำบากยากเย็น นอนกลางถนน กินข้าวกล่อง วันนี้คุณสุเทพต้องเป่านกหวีดเพื่อนำการปฏิรูปใหม่ให้สำเร็จ และสร้างรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนที่นำไปสู่ระบอบประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อีกครั้งหนึ่ง

อย่าไปหลงผิดติดอยู่ในร่างแหแค่ตำแห่งรัฐมนตรีตำแหน่งเดียว ควรถอนตัวออกมาเสีย เพื่อมาร่วมการเคลื่อนไหวครั้งใหม่ กับทิศทางที่นายแพทย์ประเวศ วะสี เสนอไว้ หรือร่วมกับผู้นำ คปท. ที่เป็นเสียงนกหวีดร่วมกับคุณสุเทพมาแต่ครั้งกระโน้น ด้วยการแสวงหา "รัฐบุรุษ" และมวลชน มาสร้างขบวนการประชาธิปไตยใหม่ เพื่อนำประเทศออกจากวังวนอำนาจเผด็จการทหาร ที่ต้องยอมรับว่า "เสียงนกหวีด" ในครั้งนั้น ก็มีส่วนไม่มากก็น้อย ซึ่งไม่ได้หมายถึง "มวลชนมหาประชาชน" ที่เข้าร่วมการต่อสู้ด้วยจิตใจบริสุทธิ์ แต่หมายถึงตัวผู้นำการเป่านกหวีด คือตัวคุณสุเทพ เอง ที่กระโดดเข้าร่วมรัฐบาล ทั้งที่รู้อยู่แก่ใจว่าเป็นรัฐบาลสืบทอดอำนาจทหาร โดยการสนับสนุน รธน.ฉบับ "มีชัย" แทนที่จะสนับสนุนรัฐธรรมนูญฉบับ "บวรศักดิ์" เพราะ "เขาต้องการอยู่ยาว"

เสียงนกหวีดที่ทรงพลังนั้น จึงจะกลับมานำการปฏิรูปด้วยจิตใจของมวลมหาประชาชนดั้งเดิมใหม่ได้อีกครั้ง จะได้หรือไม่ อยู่ที่คณะแกนนำเสียงนกหวีดในยุคนั้น จะมี "สำนึกใหม่" หรือเปล่า โดยไม่ถูกกล่าวหาว่าทิ้งมวลชน หรือทิ้งอุดมการณ์ของมวลมหาประชาชน เหมือนที่ถูกคนรุ่นใหม่กล่าวหาอยู่ในขณะนี้