โดย นางแดง พันธมาศ ซึ่งเป็นตัวแทนของครอบครัว พันธมาศ ได้เล่าให้ฟังว่า เริ่มต้นเรื่องจากการที่ นาย นิจ พันธมาศ น้องชายสามีตนคือ นายเพ็ง พันธมาศ ได้ ไปขอกู้เงินจาก นางแตงไทย งามนัก ซึ่งเป็นญาติห่าง ๆ ทางฝั่งพ่อ เป็นคนในหมู่บ้านสวาย จำนวน 3,000 บาท หลังจากนั้นผ่านมาราว 3 เดือน นางแตงไทย ได้มาขอยืมโฉนดไปเพื่อที่จะไปเอาเงินจากนายทุนมาให้ชาวบ้านกู้ อ้างว่าเป็นการช่วยชาวบ้านสวายด้วยกัน นายนิจ จึงไปขอเอาโฉนดจากบิดาคือ นายเม้า พันธมาศ ซึ่งเป็นโฉนดเลขที่ 15615 จำนวน 23 ไร่ 13 ตารางวา และทางนางแตงไทย, นายนิจ กับนายเม้า ก็พากันเดินทางไปที่ที่ดินจังหวัดศรีสะเกษ โดยนางแตงไทยอ้างว่าต้องไปทำสัญญายืมที่ดินไปประกันหนี้ และให้นายเม้า รออยู่ด้านล่างก่อนนำเอกสารมาให้นายเม้า พิมพ์หัวแม่มือและนำขึ้นไปส่งเจ้าพนักงานที่ดิน จากนั้นพักใหญ่ก็บอกว่าเสร็จแล้วก่อนพากันเดินทางกลับบ้าน
อยู่มาในปี พ.ศ.2540 นายนิจ มาทราบว่า นางแตงไทย นำที่ดินไปขายต่อให้กับ นางจิตนา และทราบว่าในวันที่ไปทำเอกสารที่ที่ดินจังหวัด กลายเป็นว่านายเม้า ได้โอนที่ดินต่อให้กับนางแตงไทย ซึ่งนางแตงไทยก็นำไปขายต่อให้นางจิตนา ซึ่งต่อมาทราบว่านางจิตนาไปขายต่อให้กับนางปวีณา และทุกวันนี้ที่ดินดังกล่าว ก็ตกเป็นของนางปวีณา ก่อนที่นางปวีณาจะดำเนินการฟ้องขับไล่ที่ตนเองและชาวบ้านกล่าวหาว่าเป็นผู้บุกรุกพื้นที่ดินของเขา ไม่สามารถเข้าไปทำประโยชน์ในที่ดินของที่ซื้อมาได้ ขณะที่ชาวบ้านเองก็ไม่ทราบว่าที่ดินถูกโกงไปขายต่อ เพราะจากอดีตจนถึงปัจจุบันก็ยังทำนายังอยู่อาศัยทำกินในที่ดินแปลงดังกล่าวกันทุกคน
เมื่อชาวบ้านถูกฟ้องก็หาเงินมาสู้คดีในตั้งแต่ศาลชั้นต้น ศาลแพ่ง สุดท้ายศาลฎีกา แต่ชาวบ้านก็ต้องยอมจำนนต่อหลักฐานในการมีลายมือชื่อขายต่อกันมาเป็นทอดๆ วันนี้จึงมาร้องขอความเป็นธรรมกับ DSI ก่อนที่จะได้รับความกรุณาจากอัยการศาลจังหวัดศรีสะเกษ ให้ชาวบ้านทยอยเดินทางมาพบเพื่อให้ข้อมูล ก็หวังว่าจะได้รับความเมตตาได้รับความยุติธรรม ซึ่งถ้าเกิดจะให้ชาวบ้านหากู้เงินมาซื้อที่ดินของตนเองกลับคืนที่ถูกฉ้อโกงไป ชาวบ้านก็คงไม่มีปัญญากันแล้ว เพราะราคาที่ดินในวันนี้ราคาสูงมาก ที่สำคัญชาวบ้านไม่ได้เป็นหนี้ใคร ไม่ได้ขายที่ให้ใคร ไม่ได้รับเงินที่ขายต่อ ๆ กันไปแม้แต่บาทเดียว วันนี้ก็แล้วแต่ศาล DSI จะสืบหาข้อเท็จจริงดำเนินการช่วยเหลือให้ความเป็นธรรมต่อชาวบ้านต่อไป