เมื่อเวลา 22.40น. วันที่ 7 พ.ค.64 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ร.ต.อ. บรรดิษย์ มุติมรรคา รองสารวัตร(สอบสวน) สภ.เชียงคำ ได้รับแจ้งว่ามีเหตุแทงกันที่หอพักแห่งหนึ่งในบ้านมาง ม.4 ต.หย่วน อ.เชียงคำ จ.พะเยา จึงได้ลงพื้นที่ทันที ที่เกิดเหตุเป็นห้องพักหมายเลข 211 พบคราบเลือดกระเด็นตามฝาผนังและพื้นห้อง และข้าวของกระจัดกระจายอยู่เต็มไปหมด ส่วนคนที่ได้รับบาดเจ็บถูกนำส่ง รพ.เชียงไปก่อนหน้านั้น
น.ส.อรพรรณ ทองจันทร์ อายุ 36 ปี ชาวบ้านในตลาดเชียงคำ ผู้อยู่ในเหตุการณ์ เปิดเผยว่า ผู้ได้รับบาดเจ็บคือนายชัยรัตน์ บุญประเสริฐ อายุ 38 ปี เป็นคนในพื้นที่ ต.สบบง อ.ภูซาง จ.พะเยา เป็นแฟนของตนเอง ถูกแทงเข้าบริเวณใบหน้า และมือขวาหลายแผล
ทั้งนี้ เมื่อช่วงเวลาประมาณ22.00น. ตนได้เดินทางออกจากบ้าน เพื่อจะมาหาแฟนที่หอพักนี้ แต่เมื่อเดินมาถึงสะพานไทย-จีน ในบ้านมาง ม.4 นายเอ ( นามมุติ ) อายุ 50 ปี ชาวอ.เชียงคำ ซึ่งเป็นแฟนเก่า ได้การฉุดกระชากตนขึ้นรถเก๋งสีขาวบังคับให้ตนพาไปหานายชัยรัตน์ เมื่อไปถึงห้องพักก็ตรงปรี่เข้าไปจ้วงแทงนายชัยรัตน์ทันทีอย่างไม่ยั้ง ตนก็พยายามจะดึงตัวนายเอ ออกจากห้อง แต่ปรากฏว่านายเอ จะหันมาแทงตนเอง จึงรับปล่อยมือและเรียกชาวบ้านขอความช่วยเหลือ ก่อนที่นายเอจะหลบหนีไป
น.ส.อรพรรณ กล่าวต่อไปว่า ตนเองได้เลิกกับนายเอมานานล้ว แต่ก็ถูกรังควานหาเรื่องอยู่หลายครั้ง จนครั้งก่อนหน้านั้นตนเองได้ขอให้กำนันคนหนึ่งในพื้นที่ที่นายเออยู่ เรียกตัวนายเอมาเพื่อไกล่เกลี่ยแต่ก็ไม่เป็นผล จนมาเกิดเหตุดังกล่าวขึ้น นอกจากนี้หลังจากเกิดเรื่องแล้วนั้นตัวนายเอ ได้โทรศัพท์มาข่มขู่ตนเองว่า หากตนเองถูกจับกุมก็จะมีผู้ใหญ่มาประกันตัวและจะกลับมาทำร้ายแฟนใหม่อีก เพราะตัวนายเอ นี้รู้จักกับนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่หลาย ตนจึงรู้สึกไม่ปลอดภัย
ด้านนายเด่นชัย จำใบ อายุ 23 ปี ชาว จ.เลย ผู้เห็นเหตุการณ์อีกคนหนึ่ง เปิดเผยว่า ในช่วงเวลาเกิดเหตุนั้นตนเองกำลังอาบน้ำอยู่ และต่อมาได้ยินเสียงเอะอะโวยวาย จึงได้รีบออกมาดูพบว่าตัวของนายชัยรัตน์ ซึ่งมีบาดแผลตรงแขนขวาเลือดไหลออกมาก ได้มานั่งพิงที่รถจักรยานยนต์หน้าห้องพัก ตนเองจึงได้เรียกคนข้างห้องออกมาดูและหลังจากนั้นจึงได้พาตัวนายชัยรัตน์ส่ง รพ.เชียงคำอย่างเร่งด่วน
ทางด้านร.ต.อ.บรรดิษย์ กล่าวว่า หลังจากที่ตนได้ลงพื้นที่เก็บหลักฐาน และสอบสวนตัวของ น.ส.อรพรรณ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว และรอผลตรวจของนายชัยรัตน์จาก รพ.เชียงคำเสียก่อนว่า บาดเจ็บขนาดไหน และหลังจากนี้ตนเองจะได้ออกหมายเรียกผู้ก่อเหตุมาสอบสวนอีกครั้ง แต่ถ้าหากไม่มาตามหมายเรียกแล้วนั้นก็จะออกหมายจับต่อไป