โดยนายนัฐพลฯ ได้ขับขี่รถจักรยานยนต์บิ๊กไบค์มาส่งยาบ้าตามจำนวนที่ทำงานล่อซื้อ ตำรวจจึงแสดงตัวเข้าจับกุมพร้อมของกลาง ก่อนนำกำลังตำรวจไปตรวจยึดยาบ้า 264,000 เม็ด และยาไอซ์ 2.5 กก. ที่นำไปฝังดินไว้ในสวนมะม่วงท้ายหมู่บ้านเหล่าวิชา อ.ทุ่งฝน จ.อุดรธานี ควบคุมตัวมาสอบสวนให้การรับสารภาพว่า ยาบ้าและยาไอซ์ทั้งหมดเป็นของ นายกันฯ ชาว อ.บ้านดุง ที่หนีหมายจับคดียาเสพติดไปฝังตัวอยู่ที่ สปป.ลาว สั่งการให้ลูกน้องหรือที่เรียกกันว่านักบิน นำยาบ้าและยาไอซ์มาวางไว้ตามริมถนนมิตรภาพ อุดร-หนองคาย อ.เพ็ญ จ.อุดรธานี แล้วตนจะนำไปฝังดินไว้ในสวนมะม่วงท้ายหมู่บ้าน ห่างจากหมู่บ้านเหล่าวิชา ราว 1 กม. เพื่อรอคำสั่งจากนายกันฯและเครือข่ายโทรศัพท์มาสั่งซื้อ โดยจะได้ค่าจ้างเป็นยาบ้าจำนวน 6,000-8,000 เม็ด แล้วตนถึงจะนำไปขายต่อให้กับลูกค้ารายย่อยในพื้นที่ ซึ่งตนไม่เสพแต่ขายเพื่อหาเงินเลี้ยงครอบครัว และทำมาหลายครั้ง
พล.ต.ต.พิษณุ อุณหเสรี ผบก.ภ.จ.อุดรธานี เปิดเผยว่า จากการตรวจสอบประวัติผู้ต้องหาทั้ง 3 ราย เคยถูกจับดำเนินคดีข้อหา "เสพและจำหน่ายยาเสพติดให้โทษประเภท 1 และพ้นโทษออกมาในเวลาไล่เลี่ยกันเมื่อปลายปี 2559 ก่อนหวนกลับมาตั้งแก๊งจำหน่ายยาเสพติดเหมือนเดิม โดยมี นายกันฯและชาว สปป.ลาว เป็นคนสั่งการอยู่เบื้องหลัง ในการจับกุมครั้งนี้จะเห็นได้ว่าผู้กระทำผิดมีอาวุธปืน และพร้อมที่จะต่อสู้กับตำรวจทุกเวลาหากมีโอกาส โดยทางตำรวจก็ได้วางแผนอย่างรัดกุม เพื่อไม่ให้เกิดการสูญเสียชีวิตต่อผู้ปฏิบัติและผู้กระทำความผิด เหมือนกับครั้งนี้ ควบคุมตัวส่งพนักงานสอบสวน สภ.บ้านดุง และสภ.ทุ่งฝน ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมถึงความคืบหน้าคดีที่มีคนร้ายสองคนคือ นายพนาไพร จันทรเสนา หรือโจ้ อายุ 36 ปี ชาว ต.ปะโค อ.กุมภวาปี จ.อุดรธานี และผู้หญิงที่มาด้วยกันคือ นางสาววรัญญา พาเที่ยม หรือตุ่น อายุ 35 ปี ชาว ต.ทับกุง อ.หนองแสง จ.อุดรธานี ขับรถยนต์เก๋งแหกด่านตรวจของตำรวจจราจร สภ.เมืองอุดรธานี และเมื่อจนมุมได้ใช้อาวุธปืนยิงใส่รถตราโล่ของตำรวจ จำนวน 12 นัด โชคดีที่ไม่มีการสูญเสียชีวิตและบาดเจ็บ