25 มีนาคม 2564 พล.ต.ต.สุภากร คำสิงห์นอก รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค4 ในฐานะโฆษกตำรวจภูธรภาค4 เปิดเผยความคืบหน้า กรณีที่มีกลุ่มชาวบ้านหลายจังหวัดในพื้นที่ภาคอีสาน กว่า 20 คน รวมตัวกันเดินทางเข้าแจ้งความร้องทุกข์และขอความช่วยเหลือกับเจ้าหน้าที่ตำรวจกองบัญชาการตำรวจภูธรภาค4 เมื่อวันที่ 23 มีนาคมที่ผ่านมา เพื่อให้ติดตามตัวนายศรชัย แก้วจันทร์ ผอ.ส่วนการคลัง ของ อบต.แห่งหนึ่งใน จ.มหาสารคาม มาสอบสวนและดำเนินคดีตามกฎหมาย หลังหลอกซื้อ-ขายรถยนต์จากชาวบ้าน ทั้งรถยนต์ รถจักรยานยนต์ รถไถ และรถบรรทุก 10 ล้อ มูลค่าเสียหายเกือบ 20 ล้านบาท โดยพฤติการณ์คือ การติดต่อซื้อรถยนต์จากชาวบ้านที่ซื้อรถมาแล้วส่งค่างวดไม่ไหว ก็จะรับซื้อแล้วจะเอาไปส่งค่างวดที่เหลือต่อ เมื่อส่งครบแล้วจึงจะทำเรื่องโอนรถ แต่เมื่อเวลาผ่านไปกลับพบว่า ชาวบ้านที่ขายรถ ได้รับการติดต่อจากบริษัทไฟแนนซ์ที่ตนเช่าซื้อรถ โทรศัพท์มาทวงถามว่าตนเองไม่ส่งงวดรถมาหลายเดือนแล้ว สร้างความเสียหายและเดือดร้อนให้กับชาวบ้านในหลายจังหวัด ตามที่ได้นำเสนอไปก่อนหน้านี้นั้น
พล.ต.ต.สุภากร คำสิงห์นอก รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค4 กล่าวว่า จากการตรวจสอบข้อมูลในเบื้องต้น พบว่า รถยนต์ที่มีการซื้อขายกันไปนั้น เป็นทรัพย์สินที่ชาวบ้านได้ไปเช่าซื้อมากับบริษัทจำหน่ายรถยนต์ ซึ่งในสัญญาซื้อขายก็จะมีการระบุเงื่อนไขต่างๆ ว่าจะต้องผ่อนชำระเป็นเงินงวดละเท่าไหร่ เป็นการทำสัญญาซื้อขายระหว่างบริษัทรถยนต์กับชาวบ้านที่เป็นผู้ซื้อ ซึ่งชาวบ้านเองก็ไม่ควรที่จะนำทรัพย์สินดังกล่าวไปขาย หรือ จำนำต่อให้กับบุคคลอื่น แต่เมื่อมีกลุ่มบุคคลที่เข้ามาหลอกลวงชาวบ้าน โดยอาศัยช่วงสถานการณ์โควิด19 ที่ชาวบ้านขาดแคลนรายได้ เพราะออกไปทำมาหากินไม่ได้มากเหมือนแต่ก่อน ก็เป็นการสร้างความเสียหายให้กับชาวบ้านเช่นเดียวกัน เพราะเป็นการหลอกลวงให้ชาวบ้านหลง ฉะนั้น เมื่อเกิดการแจ้งความร้องทุกข์เจ้าหน้าที่ตำรวจก็จะต้องไปตามเอาทรัพย์สินกลับคืนมา และหากสืบสวนพบว่า ใครที่มีส่วนเกี่ยวข้องก็จะต้องเข้ามาให้ข้อมูลกับตำรวจ ส่วนใครจะผิดหรือถูกก็ว่ากันไปตามพยานหลักฐาน