ด้านนายธนูศักดิ์ พึ่งเดช ประธานหอการค้าจังหวัดภูเก็ต กล่าวว่าจากที่ผ่านมาจังหวัดภูเก็ตอาจถูกมองว่าภูเก็ตโรงแรมมีราคาแพง แต่ปัจจุบันมีให้เลือกในทุกระดับราคาไม่ว่าจะเป็นโรงแรมไปจนถึงร้านอาหาร แต่ที่ยังมีปัญหามากคือเรื่องรถ การคมนาคม ซึ่งจะแก้ปัญหาด้วยการใช้แอปพลิเคชันเข้ามาช่วย และที่ผ่านมาไม่ใช่ภูเก็ตไม่รับคนไทย แต่เป็นเพราะจำนวนเที่ยวบินและโรงแรมเต็มโดยชาวต่างชาติที่เข้ามาท่องเที่ยวมากกว่า
"สิ่งที่คนภูเก็ตรู้สึกน้อยใจคือที่ผ่านมาสามารถสร้างรายได้ให้ประเทศราว 4-5 แสนล้านบาท แต่จังหวัดได้รับงบประมาณจำนวนที่น้อยมาก เพราะคนภูเก็ตแท้ๆมีจำนวนน้อยกว่าประชากรแฝงที่เข้ามาทำงานในภูเก็ต เมื่อเกิดล๊อคเมืองทำให้นักท่องเที่ยวเหลือ 0 คน รายได้ต่อหัวของคนภูเก็ตเหลืออยู่ที่ 1,972 บาทต่อคนต่อเดือนเท่านั้น โรงแรมปิด คนตกงานราว 1.9 แสนคน อย่างเช่นที่ป่าตองเมืองแสงสี ตอนนี้เงียบหมด หรืออย่างปี 62 ขับรถระยะทาง10กม.ใช้เวลา 2.30 ชม. เพราะเป็นเมืองท่องเที่ยว เป็นเมืองหาเงินแต่ใช้เงินตัวเองไม่ได้ ซึ่งเมื่อเกิดโควิด-19 ควรต้องกลับมาคิดพัฒนาเมือง เช่นระบบสาธารณูปโภค อย่าง ทางด่วน
และที่ต้องการมากคือรถไฟฟ้ามวลเบา เพื่อที่จะทำให้คนเดินทางง่ายขึ้น นักท่องเที่ยวไม่ต้องเช่ารถขับ ซึ่งก็เป็นแผนของจังหวัด ที่ผ่านมาภาคเอกชนมีการผลักดันมาตลอดระยะเวลา 5 ปี ด้านห้องพักที่รองรับนักท่องเที่ยวที่มีอยู่กว่า 1 แสนหน่วยนี้หากมีระบบสาธารณูปโภคพร้อม น่าที่จะสร้างรายได้เพิ่มถึง 6-8 แสนล้านบาท ซึ่งภูเก็ตพร้อมที่จะเป็นเมืองปั๊มเงิน และการขยายสนามบินก็ควรที่จะเริ่มดำเนินการพร้อมกันไปด้วย หลายเรื่องที่ภาครัฐควรต้องพิจารณาในช่วงนี้โครงการใดที่เคยบรรจุอยู่ในแผนแล้วก็ควรรีบดำเนินการสำหรับแผนในระยะยาวของจังหวัดคือการพัฒนาเมืองที่ต้องการควบคุมทรัพยากรธรรมชาติ ก่อสร้างถนนเพิ่มเพื่อลดการเดินทาง รถไฟมวลเบารอบเกาะเพื่อรองรับนักท่องเที่ยวในทุกระดับ ระบบน้ำประปาที่ต้องเตรียมรองรับ และหากเราต้องการทำตามแผน Phuket First October ก็ต้องมีการเตรียมความพร้อม แผนที่มีการเตรียมไว้ก็ต้องรีบดำเนินการ เราต้องทำก่อนที่จะเกิดปัญหา"นายธนูศักดิ์กล่าว
ด้านนายภูมิกิตติ์ รักแต่งาม นายกสมาคมธุรกิจการท่องเที่ยวจังหวัดภูเก็ต กล่าวว่าที่ผ่านมาภูเก็ตมีนักท่องเที่ยวที่เข้ามา14 ล้านคน เป็นคนไทย 4 ล้านคน ชาวต่างชาติ 10ล้านคน มีคนจีนมาราว 3ล้านคน จึงเป็นการยืนยันว่ารับนักท่องเที่ยวคนไทยมาโดยตลอด ซึ่งใน 4ล้านคนคิดเป็นรายได้ราว 50 ,000 ล้านบาท ขณะที่รายได้รวม 4.7 แสนล้านบาท นั้น เป็นรายได้ของต่างชาติที่เข้ามาราว 13-14% ที่มาพักเดือนเดียว แต่เมื่อต่างชาติไม่สามารถมาได้ คนไทยในจำนวน 4 ล้านคนก็จำเป็นต้องดึงให้กลับมาเที่ยว ซึ่งหลังโควิดต.ค.-ธ.ค. 63 มีคนไทยมาเที่ยว1.8 แสนคน หวังว่าม.ค.จะขึ้นถึง 2 แสนคน แต่ที่ผ่านมาลดลงเรื่อยๆก็หวังเดือนมี.ค.จะฟื้นตัวและช่วงสงกรานต์ที่จะถึงนี้ยอด Booking ค่อนข้างดี
"สิ่งที่หวังคือแผน Phuket First October ที่มีการเสนอไปอาทิ การมีวัคซีนเป็นกุญแจสำคัญของโครงการ โดยเอกชนภูเก็ตจะเดินหน้าฉีดวัคซีนให้กับประชาชนและบุคลากรทางด้านท่องเที่ยวอย่างน้อย 70% ของจังหวัด เพื่อให้ภูเก็ตสามารถเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าสู่ภูเก็ตให้ได้ภายในวันที่ 1 ต.ค. 2564 โดยไม่มีเงื่อนไขกักตัวเป็นเวลา 14 วัน โดยภาคเอกชนภูเก็ตจะเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายต่างๆ ในการจัดหา จัดซื้อ และฉีดวัคซีนให้แก่ประชาชนและบุคลากรภาคท่องเที่ยวทั้งหมด โดยไม่ใช้งบประมาณของภาครัฐ"
ทั้งนี้ทางจังหวัดภูเก็ตได้รับการจัดสรรวัคซีนป้องกันโควิด-19 ระยะแรก จำนวน 68,000โดส สำหรับคนในพื้นที่ 34,000 คน งวดแรก จำนวน 4,000 โดสจัดส่งเมื่อปลายเดือนก.พ.และได้ฉีดเข็มแรกไปแล้วตั้งแต่วันที่ 1มี.ค. แก่บุคลากรทางการแพทย์ พยาบาล จำนวน 2,000 คน หลังจากนั้นอีกสามสัปดาห์จะฉีดซ้ำเป็นเข็มที่สอง ส่วนวัคซีนชุดที่สองจำนวน 16,000 โดส และชุดที่สาม 48,000โดสจะทยอยส่งมอบและดำเนินการตามลำดับ สำหรับบุคลากรที่อยู่ส่วนหน้าต้องติดต่อกับนักท่องเที่ยว อาทิ เจ้าหน้าที่ด่านควบคุมโรค ด่านศุลกากร ตรวจคนเข้าเมือง ท่าอากาศยาน รวมถึงหัวหน้าส่วนราชการที่ต้องประชุมเป็นคณะ เป็นต้น
"ในวันนี้มีบางเรื่องที่ได้รับคำตอบบ้างแล้ว และคาดว่าภูเก็ตน่าจะได้รับวัคซีนมากหน่อย เพราะมีแรงงานแฝงราวล้านคน รวมทุกอุตสาหกรรม และในภาคท่องเที่ยวมีประมาณ 1 แสนคน และจะมีนักท่องเที่ยวที่เข้ามาจำนวนมาก เหมือนเมืองหน้าด่าน จึงจำเป็นที่จะต้องมีวัคซีน"นายภูมิกิตติ์ กล่าวทิ้งท้าย