อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าท่าทีนานาชาติจะกดดันกองทัพเมียนมาได้น้อย เพราะกองทัพก็ต้องคิดมาพอสมควร เพราะรู้ว่ารัฐประหารมีราคาแพง อาจถูกบอยคอตจากในประเทศและต่างประเทศ ขณะที่ สหรัฐอเมริกา อียู ก็ไม่ได้เป็นกลุ่มนักลงทุนสำคัญในเมียนมา แต่เป็น สิงคโปร์ จีน ฮ่องกง และไทย ดังนั้น กองทัพคิดแล้ว หากอยู่ยาว ไม่ควรสนใจเสียงโลกตะวันตก
ผศ.ดร.ลลิตา อธิบายต่อว่า โดยวิธีคิดกองทัพเมียนมา ต่อต้านการแทรกแซงจากต่างประเทศ ทุกยุคทุกสมัย โดยนำอิทธิพลต่างชาติออกไป ดังนั้น หากทำตามตะวันตกคงไม่ใช่ ซึ่งต่างจากไทย แคร์ต่างชาติ ส่วนการปราบปรามรุนแรงเกิดแน่นอน แต่คงไม่เท่าปี 1988 ซึ่งเป็นการชุมนุมครั้้งใหญ่ของเมียนมา เพราะกองทัพพยายามทำให้เกิดชอบธรรมในการปฏิวัติ โดยกองทัพไม่มีส่วนร่วม โดยปล่อยให้เป็นกลุ่มคนไมชอบ หรือตำรวจ ซึ่งใช้ในทุกประเทศ กระทั่ง กระสุน ยังไม่ทราบมาจากไหน
ขณะเดียวกัน เหตุการณ์ในเมียนมาตอนนี้ ไม่ได้ใช้คำว่าประท้วง แต่เป็นการลุกฮือมากกว่า เพราะคนในประเทศพร้อมใจออกมาเดิน นัดหยุดงาน แม้แต่ข้าราชการ หรือตำรวจ ออกมามาชู 3 นิ้ว เพราะชาวเมียนมามีบาดแผลจากรัฐประหารมาพอสมควร เพราะทำให้ความฝันคนรุ่นใหม่หายไป ก็ใช้หน้าที่ปชช.ให้เต็มที่
ส่วนการออกมาเคลื่อนไหวของดาราเมียนมา ซึ่งต่างจากไทยที่ค่อนข้างระมัดระวังตัว แต่เมียนมาออกมา 100 เปอร์เซ็นต์ เพราะหากไม่ออกมา จะมีการบอยคอต จะเห็นได้จากดารารายหนึ่ง มีคนติดตาม 6-8 ล้านคน เนื่องจากคิดว่าอะไรเป็นเรื่องชอบธรรม ดาราก็ควรออกมา
สำหรับทางออกเมียนมาก่อน 1 ปี คงไม่มีทาง เพราะผู้ออกคำสั่งได้ คือ พล.อ.อาวุโส มิน อ่อง หล่าย ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ซึ่ง 1 ปีข้างหน้า กองทัพคงปล่อยให้สถานากรณ์แบบนี้ แล้วอ้างพ.ร.ก.ฉุกเฉิน ล้อตามรัฐธรรมนูญ กฎหมาย เพื่อให้ลอยนวลพ้นผิดไป เพราะถือว่าทำตาม กฎหมายและหน้าที่ ว่าจำเป็นต้องทำรัฐประหาร
ผศ.ดร.ลลิตา ขยายความด้วยว่า กองทัพจะเป็นเอกหรือไม่นั้นจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ซึ่งเท่าทีรวบรวมข้อมูลมาการรัฐประหารรอบนี้ ไม่ใช่คนกองทัพทุกคนเห็นด้วย แต่สุดท้ายเชื่อว่า พล.อ.อาวุโส มิน อ่อง หล่าย ควบคุมกองทัพเบ็ดเสร็จ เพราะมีคนไว้ใจทำงาน สุดท้ายเอาอยู่
อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ที่เกิดขึ้น ลามไปหลายเมือง ทั้งเล็กและใหญ่ หรือแม้แต่ในกลุ่มชาติพันธุ์ ออกมาประท้วง ซึ่งบ่งชี้ว่าไม่เห็นด้วยกับการรัฐประหารครั้งนี้