ด้าน ดร.จุฑา ธาราไชย ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการภาคเหนือ (สสปน.) กล่าวว่า ได้เข้ามาร่วมสนับสนุนกิจกรรมมา 4 ปี เชียงใหม่เป็นเมืองดอกไม้ที่สวยงาม เป็นอัตลักษณ์ของท้องถิ่น ต้องดึงศักยภาพของเมืองออกมา เพื่อให้นักท่องเที่ยวเข้ามาสนใจในกิจกรรมเพิ่มมากขึ้น จึงคิดที่จะปรับเปลี่ยนรูปแบบงานมหกรรมไม้ดอกไม้ประดับ ให้เป็นที่รู้จักมากขึ้น โดยจัดกิจกรรมหลากหลายรูปแบบเพื่อสร้างความสนใจ เน้นการเล่าเรื่องจากดอกไม้ในพื้นที่
จากเดิมงานมหกรรมไม้ดอกไม้ประดับจะจัดขึ้นเพียง 3 วัน แล้วหายไป จึงคิดทำกิจกรรมให้มีตลอดทั้งเดือนกุมภาพันธ์ เพื่อสร้างภาพจำให้นักท่องเที่ยวนึกถึงเชียงใหม่ในช่วงเวลาเดียวกันนี้ทุกปี ซึ่ง 3 ปีที่ผ่านมาได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ มีเงินสะพัดในพื้นที่ประมาณปีละ 400 ล้านบาท แต่เนื่องจากในปีนี้เกิดการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด -19 จึงมีการปรับรูปแบบงานให้เล็กลง ตามมาตรการการป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 เน้นนักเดินทางภายในประเทศที่จะมาร่วมกิจกรรม คาดว่าเงินสะพัดในปีนี้จะไม่ต่ำกว่า 10 ล้านบาท
ขณะที่ นางละเอียด บุ้งศรีทอง นายกสมาคมโรงแรมไทยภาคเหนือ (ตอนบน) กล่าวว่า เชียงใหม่มีอุตสาหกรรมท่องเที่ยวเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจหลัก แต่เนื่องจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ทำให้สถานการณ์ท่องเที่ยวซบเซา โดยลืมไปว่าเชียงใหม่ยังมีจุดอื่นที่สามารถทำให้เกิดการท่องเที่ยวได้ โดยเฉพาะเรื่องดอกไม้ที่เชียงใหม่มีศักยภาพในจุดนี้อย่างมาก ซึ่งเชียงใหม่สามารถมีกิจกรรมได้ครบ 12 เดือน โดยที่ไม่ซ้ำกิจกรรม เป็นการสร้างเศรษฐกิจในเมืองได้อย่างดี
ปีนี้มีผู้ประกอบการรายใหม่เข้าร่วมกิจกรรมเชียงใหม่เบิกบานเพิ่มขึ้น เช่น กลุ่มเซ็นทรัลกรุ๊ปสวนดอกไม้ต.เหมือนแก้ว ร้านอาหาร ซึ่งทั้งหมดมีเป้าหมายเดียวกัน คือต้องการให้เชียงใหม่มีการขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจ ท่ามกลางวิกฤติโควิด-19 ที่กำลังแพร่ระบาดอยู่ในขณะนี้ ซึ่งเชียงใหม่ต้องรอจนถึงวันที่นักเดินทางในประเทศ เมื่อเดินทางเข้ามาในพื้นที่ไม่ต้องกักตัว 14 วัน จึงเกิดการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของเมือง ด้วยการจัดกิจกรรมเชียงใหม่เบิกบานขึ้น