"ศรีสุวรรณ" บุกกรมป่าไม้เร่งเอาผิดนายทุนต่างชาติรุกป่าสงวนฯ ถามออกเอกสารสิทธิ์ที่ดินมาได้อย่างไรทั้งๆที่ประกาศเป็นเขตป่าสงวนแห่งชาติแล้ว จี้เอาผิดผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด

26 มกราคม 2564 นายศรีสุวรรณ จรรยา นายกสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 25 พ.ค.ที่ผ่านมาสมาคมฯได้เข้าพบและหารือข้อกฎหมายกับนายอดิศร นุชดำรง อธิบดีกรมป่าไม้ กรณีนายทุนต่างชาติ เข้ามาดำเนินโครงการ "Phetchaburi Park Project"เพื่อจัดทำโรงแรม คอนโดมิเนียม บ้านเดี่ยว สวนอาหาร และสวนน้ำ ในพื้นที่กว่า 555 ไร่ ในพื้นที่ตำบลไร่โศก อำเภอบ้านลาด จังหวัดเพชรบุรี โดยหลอกขายให้ชาวต่างชาติเป็นจำนวนมากที่อยากมีบ้านพักที่อยู่อาศัยในเมืองไทย

"ศรีสุวรรณ" บุกกรมป่าไม้เร่งเอาผิดนายทุนต่างชาติรุกป่าสงวนฯ


แต่จากการตรวจสอบเอกสารสิทธิ์ของที่ดินทั้งหมดในโครงการดังกล่าวซึ่งมีทั้งหมด 21 แปลง เนื้อที่รวม 555 ไร่ 1 งาน 49 ตรว.ซึ่งอยู่ในรูปของ น.ส.3 ปรากฏว่า ที่ดินเกือบทั้งหมดอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่ายางหัก-เขาปุ้ม ตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 458(พ.ศ.2515) ออกตามความในพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ 2507 เมื่อวันที่ 3 มี.ค.2515 และเมื่อตรวจสอบต่อไปว่า น.ส.3 ดังกล่าวนั้นได้ทำการออกโดยกรมที่ดินช่วงปี 2533 ภายหลังจากการประกาศเป็นเขตป่าสงวนแห่งชาติแล้ว จึงเป็นที่สงสัยว่า เอกสารสิทธิ์ น.ส.3 ทั้ง 21 แปลงดังกล่าว กรมที่ดินออกมาให้ประชาชนหรือเอกชนได้อย่างไร ในเมื่อพื้นที่ดังกล่าวอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ซึ่งสมาคมฯเชื่อว่าอาจมีการร่วมมือกันอย่างเป็นกระบวนการ เพื่ออำพรางข้อกฎหมาย ซึ่งอาจเข้าข่ายความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา ม.157 ได้

"ศรีสุวรรณ" บุกกรมป่าไม้เร่งเอาผิดนายทุนต่างชาติรุกป่าสงวนฯ

ทั้งนี้ที่ดินดังกล่าว สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 10 สาขาเพชรบุรี ได้ทำการลงไปรังวัดสำรวจตรวจสอบพิกัดของที่ดินแล้วตั้งแต่วันที่ 17 ก.ค.63 และรายงานให้อธิบดีกรมป่าไม้ทราบแล้วตั้งแต่วันที่ 19 ส.ค.63 ว่าพื้นที่ดินดังกล่าวอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่ายางหัก-เขาปุ้มจริง และอธิบดีกรมป่าไม้ได้มอบหมายให้สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 10 สาขาเพชรบุรี ดำเนินการตรวจสอบสารบบที่ดินเพื่อเพิกถอน น.ส.3 ทั้งหมด แต่ทว่าจนบัดนี้กระบวนการเพิกถอนที่ดินและเอาผิดบุคคลต่างๆที่เกี่ยวข้องในการออกเอกสารสิทธิ์ดังกล่าว ยังไม่มีความคืบหน้าแต่อย่างใด

"ศรีสุวรรณ" บุกกรมป่าไม้เร่งเอาผิดนายทุนต่างชาติรุกป่าสงวนฯ


ด้วยเหตุดังกล่าว สมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน จึงเดินทางมาพบอธิบดีกรมป่าไม้ เพื่อขอให้เร่งรัดการตรวจสอบและประสานกรมที่ดินเพื่อเพิกถอนเอกสารสิทธิ์ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย รวมทั้งเอาผิดผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด รวมทั้งผู้ที่ยึดถือครอบครอง ทำประโยชน์และแผ้วถางที่ป่าสงวนแห่งชาติ ตาม ม.14 เพื่อนำไปสู่การลงโทษ ตาม ม.31 ซึ่งเป็นการยึดถือครอบครองเกิน 25 ไร่ขึ้นไป จึงมีโทษจำคุกตั้งแต่ 4-20 ปี ปรับตั้งแต่ 2 แสนถึง 2 ล้านบาท ซึ่งอธิบดีกรมป่าไม้รับปากว่าจะเร่งรีบดำเนินการให้เร็วที่สุดต่อไป นายศรีสุวรรณ กล่าวในที่สุด