3 มกราคม 2564 ที่ศาลาบำเพ็ญกุศล วัดมัชฌิมาวาส (อารามหลวง) เขตเทศบาลนครอุดรธานี ซึ่งเป็นที่ตั้งสวดอภิธรรมศพ นางอนงค์ เลิศอำนวยลาภ อายุ 66 ปี ที่เสียชีวิตจากการถูก นายกิตติภัฏ หรือ ฟีฟ่า เลิศอำนวยลาภ หลานชายแท้ ๆ ใช้มีดแทงเสียชีวิต ในห้องนอน บ้านเลขที่ 44/24 ซ.บ้านโนน 1 ชุมชนโนนวัฒนา เทศบาลนครอุดรธานี โดยบรรยากาศภายในงานศพวันแรก เป็นไปด้วยความเงียบเหงาและความเศร้าโศกเสียใจของลูกหลานและญาติ โดยจะทำพิธีฌาปนกิจในวันพรุ่งนี้
น.ส.อรอุมา เลิศอำนวยลาภ อายุ 45 ปี ลูกสาวคนเล็กของผู้ตาย เปิดเผยว่า ไม่คิดว่าหลานชายจะทำกับย่าแท้ๆของตนเองได้ถึงเพียงนี้ และไม่คิดอาการหลานชายจะหนักถึงขั้นนี้ ก่อนทราบเรื่องในวันที่เกิดเหตุ น้าโทรศัพท์มาหาเพื่อขอเบอร์โทรศัพท์ของพ่อ ซึ่งปกติน้าจะไม่โทรมาหา ก็เลยเอะใจก่อนเปิดกล้องวงจรปิดที่บ้านดู เห็นตำรวจยืนอยู่เต็มหน้าบ้าน จึงโทรศัพท์กลับคืนมาหาน้า ในตอนแรกน้าไม่ยอมบอกว่าเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นที่บ้าน คงกลัวเราจะเสียใจและสติแตก
"ไม่มีลางสังหรณ์บอกเหตุล่วงหน้าก่อนเลย เพราะคุยกันกับแม่ทางแชทไลน์ส่วนตัว และในไลน์กลุ่มของครอบครัวกับแม่และญาติพี่น้องในช่วงเช้าตลอด เนื่องจากโควิด-19 กำลังระบาด จึงไม่ได้กลับมาเยี่ยมบ้านในช่วงเทศกาลปีใหม่ แต่ในวันเกิดเหตุตนกลับไม่ได้โทรไลน์หากัน แต่ก็แชทข้อความไลน์ทิ้งไว้ ส่วนสภาพจิตใจของพ่อที่สูญเสียคุณแม่ไปอย่างไม่มีวันหวนกลับ แต่พ่อเป็นคนเข้มแข็ง แต่ดูอาการแกคงเสียใจไม่แพ้ลูกหลาน เพราะอยู่ด้วยกันกับแม่มานาน"
น.ส.อรอุมา เปิดเผยต่อว่า ส่วนเรื่องอาการป่วยจิตของหลานชาย ความจริงแล้วหลังจากคุยกันกับพ่อแม่ของหลานชาย ทราบว่าหลานชายมีอาการป่วยจิตมาจากประเทศอังกฤษ ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธุ์ 2563 และบอกพ่อกับแม่อยากจะกลับมาหาปู่กับย่า ที่เลี้ยงเขามาตั้งแต่ยังเด็ก ทางเราจึงคิดว่าหากเขามาอยู่บ้านกับปู่และย่า ที่มีสภาพแวดล้อมที่เขาเคยอยู่ และอบอุ่นสภาพจิตใจและอาการเขาคงดีขึ้น จึงเดินเรื่องส่งตัวกลับมารักษาตัวที่ประเทศไทย พร้อมกับเอกสารยืนยันประวัติการรักษาตัวที่ประเทศอังกฤษ เพราะเขาไปอยู่ประเทศอังกฤษตั้งแต่อายุ 13 ปี เมื่อมาเกิดเหตุสลดขึ้นพ่อแม่ของเขาก็เสียใจอย่างหนัก เพราะพี่ชายและพี่สะใภ้ไม่สามารถกลับมากราบศพแม่ได้
"อยากให้เจ้าหน้าที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าหน่วยงานไหน ไม่อยากให้โยนกันไปมา อยากให้ใส่ใจในการรักษาอาการของผู้ป่วยจิต เพราะผู้ป่วยจิตแต่ละคนมีสิทธิจะมีอาการเหมือนกับหลานชายของตน ไม่ใช่เพียงแต่จัดยาให้คนไข้ และบอกให้ญาติเป็นคนดูแล ควรจะมีการร่วมมือกันมากว่านี้ เพราะไม่อยากให้เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นกับครอบครัวของใครอีก และเราเข้าใจของการทำงานของเจ้าหน้าที่ แต่ในเรื่องไหนที่พอทำได้ก็ควรทำเลย เรื่องไหนที่ไม่สามารถทำได้ก็ควรมาแก้ไขกัน ต้องเริ่มจากการแก้ไขระบบหรือเปลี่ยนระบบในการรักษาผู้ป่วยจิตใหม่ หากไม่มีการป้องกันหรือคาดการอาการไว้ล่วงหน้าว่าจะเกิดเหตุ และต้องประสานงานกัน เท่าที่สอบถามและสืบเอาเองหลาย ๆ ที่ หน่วยงานบ้านเราไม่ค่อยเข้มแข็ง และไม่ประสานงานกันเท่าที่ควร และต้องมาเอาจริงจังกับเรื่องนี้"