สธ.ยืนยัน วัคซีน กุมภาพันธ์นี้จะได้รับ 2 แสนโดสแรก
03 ม.ค. 2564 | Nattawut

สธ.ยืนยันเป้าหมายเดิมฉีดวัคซีนฟรีให้คนไทย 50% ของประชากร ย้ำกุมภาพันธ์นี้จะได้รับ 2 แสนโดสแรก ขณะที่บริษัทผู้ผลิตในไทยเดินหน้าเร่งผลิตทดสอบยื่น อย.ขึ้นทะเบียน
ข่าว
03 ม.ค. 2564 | Nattawut

สธ.ยืนยันเป้าหมายเดิมฉีดวัคซีนฟรีให้คนไทย 50% ของประชากร ย้ำกุมภาพันธ์นี้จะได้รับ 2 แสนโดสแรก ขณะที่บริษัทผู้ผลิตในไทยเดินหน้าเร่งผลิตทดสอบยื่น อย.ขึ้นทะเบียน
นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ในฐานะรองประธานคณะกรรมการขับเคลื่อนการจัดหาสัคซีนโควิด-19 เพื่อคนไทย กล่าวถึงความคืบหน้าในการจัดหาวัคซีนโควิด-19 ว่า ขณะนี้รัฐบาลไทย โดยกระทรวงสาธารณสุขและความร่วมมือจากหลายภาคส่วน กำลังจะทำให้ประชาชนคนไทยได้มั่นใจว่าเมื่อถึงเวลาอันสมควรจะได้วัคซีนไม่ล่าช้าไปกว่าต่างประเทศ
โดยการดำเนินการจัดหาวัคซีนนั้นเริ่มดำเนินการมาตั้งแต่กลางปี 2563 มีการเตรียมการ หาข้อมูล วางเป้าหมายวิธีการทำงาน วางกลไกในการจัดหาวัคซีน ยืนยันว่าเป้าหมายยังไม่เปลี่ยนแปลง คือ จะมีการฉีดวัคซีนให้คนไทยโดยรัฐ และฉีดฟรีไม่น้อยกว่า 50% ของประชากร โดยขณะนี้มีต้นทุนที่มีอยู่ในมือ จากการเจรจากับAstraZeneca โดยมีการทำสัญญาแล้ว 26 ล้านโดส ซึ่งอยู่ระหว่างการผลิต และเป็นการผลิตในประเทศไทย และมั่นใจว่าในช่วงปลายเดือนพฤษภาคม 2564 จะได้วัคซีนมาฉีดคนไทยไม่น้อยกว่า 26 ล้านโดส
นอกจากนี้ ยังได้มีการพยายามเจรจากับหลายฝ่ายที่มีการผลิตวัคซีนเพื่อจัดหาเพิ่มเติมให้เป็นไปตามเป้า แต่ที่สำคัญที่ทุกคนได้ทราบข่าวดีเมื่อ 2-3 วันก่อนหน้านี้ บริษัท ซิโนแวค ไบโอเทค ว่าภายในเดือนกุมภาพันธ์ 2564 จะได้รับวัคซีนจำนวน 2 แสนโดสแน่นอน และในเดือนมีนาคมจะได้อีก 8 แสนโดส และเดือนเมษายนอีก 1 ล้านโดส รวมทั้งหมด 2 ล้านโดส ทั้งนี้วัคซีนไม่ใช่สินค้าที่หาซื้อได้ง่ายทั่วไปในตลาด โดยวันนี้ในสภาพของการตลาดวัคซีนไม่ได้มีอยู่มากมาย และที่สำคัญวัคซีนจะต้องมีระบบควบคุมคุณภาพและความปลอดภัย แต่อย่างไรก็ตามไม่ได้ห้ามหากจะมีบริษัทเอกชนหรือใครที่จะไปนำเอาวัคซีนเข้ามา แต่ด้วยประเทศไทยมีหลักในการปฏิบัติเกี่ยวกับเรื่องของยาและวัคซีน คือ ต้องขอขึ้นทะเบียนกับ อย. โดย อย.ต้องดูในเรื่องของคุณภาพ โรงงานได้มาตรฐานหรือไม่ มีผลการทดลองที่น่าเชื่อถือยอมรับหรือไม่ และที่สำคัญทุกล็อตที่จะออกไปไปสู่ท้องตลาดจะต้องได้รับการตรวจจากกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ว่ามีคุณภาพตามที่กล่าวอ้างหรือไม่
ขณะที่ ดร.ทรงพล ดีจงกิจ กรรมการผู้จัดการ บมจ.สยามไปโอไซเอนซ์ ซึ่งเป็นบริษัทผู้ผลิตวัคซีน ได้ชี้แจงถึงความคืบหน้าของการผลิตวัคซีน ว่า ทางบริษัทได้เริ่มถ่ายทอดเทคโนโลยีจาก AstraZeneca ตั้งแต่ 7 ตุลาคม 2563 ที่ผ่านมา โดยวัตถุประสงค์สำคัญในการถ่สยทอดเทคโนโลยีในช่วงแรกคือการถ่ายทอดองค์ความรู้ และในส่วนของบริษัทเองก็จะต้องมีการเตรียมโรงงาน วัสดุ อุปกรณ์ต่างๆ ให้พร้อมและเหมาะสมกับการผลิตวัคซีนตัวนี้ ซึ่งบริษัทมีกำลังการผลิตประมาณการที่ 200 ล้านโดสต่อปี
ทั้งนี้ บทบาทของสยามไปโอไซเอนซ์ คือ ต้องทำให้ได้ เร่งด่วน และมีคุณภาพที่ดีและได้มาตรฐาน ซึ่งต้องมีคุณภาพเดียวกันกับที่ผลิตในประเทศอื่นทั้วโลก ตามมาตรฐานกลางของ AstraZeneca และความคืบหน้าในปัจจุบันคือ ทางบริษัทจะต้องมีการทดสอบการผลิตให้ได้คุณภาพตามมาตรฐานกลางของ AstraZeneca ซึ่งต้องมีการทดสอบการผลิต 5 รอบการผลิต เพื่อนำผลการทดสอบไปยื่นกับ อย. เพื่อพิจารณาอนุมัติขึ้นทะเบียนวัคซีนของ AstraZeneca ที่ผลิตในประเทศไทย โดยหากเป็นไปตามเกณฑ์น้องผลิตได้มาตรฐาน 3 รอบติดกัน
โดยแต่ละรอบการผลิตจะใช้เวลาประมาณ 120 วัน หรือ 4 เดือน ถึงจะได้วัคซีนออกมา โดย 2 เดือนจะใช้ในการผลิต และ 2 เดือนใช้ในการตรวจสอบวิเคราะห์คุณภาพ เพราะสิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับวัคซีนไม่ใช่เพียงแค่มี แต่ต้องมีและมีคุณภาพ และต้องมีความน่าเชื่อถือ แต่ด้วยความต้องการที่เร่งด่วนในการผลิตวัคซีน จึงใช้วิธีการผลิตแต่ละรอบห่างกัน 14 วัน โดยรอบที่ 1 เมื่อ 16 ธันวาคม 2563 และรอบที่ 2 ก็ได้ผลิตไปแล้ว ซึ่งการผลิตทั้ง 5 รอบ คาดว่าจะเสร็จและส่งรายงานผลให้ อย. พิจารณาได้ภายในเดือนเมษายน ทั้งนี้ขอยืนยันว่าทุกอย่างยังคงเป็นไปตามแผน